เปิดใจ "น้องฮับ เหมวิช" เด็กไทยวัย 13 ผู้คิดค้นเครื่องช่วยฟัง ทำให้เด็กหูหนวกพูดคำว่า "พ่อ" ได้ จุดเริ่มต้นจากกีต้าร์!

LIEKR:

น้องหูไม่ได้ยินเลยพูดไม่ได้ พอน้องพูดว่า "พ่อ" น้ำตาไหลเลยค่ะ

หมายเหตุ : สามารถรับชมคลิปเต็มได้ที่ด้านล่างบทความค่ะ 

        เป็นเรื่องที่ชาวเน็ตให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับเด็กชายที่อายุเพียง สิบกว่าปี เท่านั้นที่มีแนวคิดอยากช่วยเหลือคนหูหนวกและพูดไม่ได้ กลับมาได้ยินและพูดได้อีกครั้ง 

Sponsored Ad

        จีเนียสตัวจริง! เรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจของเด็กยุคใหม่ เจ๋งทั้งวิชาการ กีฬา ดนตรี! ฮับ - เหมวิช วาฤทธิ์ ผู้สร้างชื่อเสียงทำให้คนไทยฟีลกู้ดทั้งประเทศ หลังผ่านเข้ารอบลึก Google Science Fair เป็น 1 ใน 20 คน จากเด็กทั่วโลกแถมยังอายุน้อยที่สุดด้วย เพื่อเข้าเสนอโปรเจ็กซ์ ประดิษฐ์ครื่องช่วยพูดและฟังสำหรับผู้พิการทางหู ไม่เพียงแค่เก่งวิทย์ ยังเป็นเลิศทางกิจกรรม ร้องเพลง เล่นกีตาร์ ยิงธนูแข่งขันระดับโลก และพรั่งพร้อมไปด้วยหัวใจจิตสาธารณะ ชอบปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ขอคุณพ่อคุณแม่บวช ปีเว้นปี!

Sponsored Ad

จีเนียสตัวจิ๋วจิตสาธารณะ!

        “ผมสนใจด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ตอนประถม เรื่องร่างกายมนุษย์ อนาคตผมก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากจะเป็นหมอ เพราะอยากจะช่วยคนให้ดีขึ้น “ นี่คือความคิดความใฝ่ฝันของเด็กชายวัยเพียง 13 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวารีเชียงใหม่อินเตอร์เนชันแนล จ.เชียงใหม่

Sponsored Ad

        น้องฮับเปิดใจกับทีมข่าว ว่าแรงบันดาลใจในการทำเครื่องประดิษฐ์ครื่องช่วยพูดและฟังสำหรับผู้พิการทางหูนั้นเพราะอยากช่วยเหลือผู้พิการทางการได้ยิน

        “ในฐานะที่ผมเล่นดนตรี ผมอยากให้เขาได้ลิ้มรสเสียงเพลง จึงอยากพัฒนาเครื่องช่วยฟังและพูด เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของผมเลยครับ จึงได้คิดทำโครงงานนี้ขึ้นมาโดยเขียนโปรแกรมและประดิษฐ์ผลงานนี้ขึ้นมา เพื่อส่งเข้าประกวดกับโครงการ”

Sponsored Ad

        ทว่า ก่อนหน้านั้น น้องฮับได้นำแนวคิดนี้มาปรึกษาครอบครัว ประกอบกับเคยได้พูดคุยกับคนที่พิการทางหู เขามีน้ำเสียงที่ฟังดูเบา เหมือนไม่มีแรงและเสียงต่ำ จึงน่าจะทำให้คนเหล่านี้หลีกเลี่ยงการพูดและนำภาษามือมาใช้ในการสื่อสาร

Sponsored Ad

        มีอยู่วันหนึ่งขณะที่น้องฮับกำลังเล่นกีตาร์ แต่ไม่ได้ต่อแอมป์ที่เป็นตัวขยายเสียง และเสียงโทรทัศน์ที่เปิดก็ดังกว่า ทำให้เสียงกีตาร์เบามาก ขณะนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ได้เอาคางไปแตะที่ตัวกีตาร์เพื่อจะฟังเสียง ปรากฏว่าเสียงดังขึ้น ชัดเจนขึ้น น้องฮับจึงเกิดแนวคิดว่า อาจจะนำมาใช้กับคนที่พิการทางหูได้ จึงได้นำมาพัฒนาโปรเจ็กซ์การทำเครื่องช่วยฟัง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกการออกเสียงพูดขึ้น

Sponsored Ad

        จากนั้นได้เริ่มทดสอบและพัฒนาอุปกรณ์ ภายใต้ความร่วมมือกับโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร นำแนวทางการใช้กระบังลมจากการร้องเพลง มาช่วยฝึกให้คนพิการทางหูได้ทดลองเปล่งเสียงพูดหลังจากใส่อุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง เมื่อผู้พิการได้ยินเสียงจะเกิดความกล้าที่จะทดลองเปล่งเสียงมากขึ้น

        ผลจากการทดสอบมาแล้วประมาณ 20 คน ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ความรู้กระดูกหูจากคุณหมอ จนนำมาสู่การทดสอบที่โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร ได้เริ่มทดสอบอย่างไม่เป็นทางการและพัฒนาอุปกรณ์มาเรื่อย ๆ โดยน้องฮับได้นำแนวทางการใช้กระบังลมจากการร้องเพลง มาช่วยฝึกให้คนพิการทางหูให้เขาทดลองเปล่งเสียงพูด หลังจากใส่อุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง เมื่อเขาได้ยิน เขาก็มีความกล้าที่จะทดลองเปล่งเสียง และก็ได้ยินเสียงที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อหู หรือการติดเชื้อในช่องหูด้วย

Sponsored Ad

        ในการแข่งขันโครงการครั้งนี้มีเด็กไทยที่เข้าแข่งขันจนถึงรอบ 100 คนสุดท้ายเพียง 2 คนที่เป็นคนไทย และน้องฮับเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยเข้าแข่งขันและเป็นเด็กไทยคนแรกที่เข้าถึงรอบ 20 คนสุดท้าย ซึ่งจะมีรอบตัดสินในเดือนกรกฎาคมนี้ที่สหรัฐอเมริกา

        “ผมได้เตรียมพร้อมเรื่องสไลด์ และการพรีเซนต์ ตอนนี้ก็กำลังเคร่งเครียดกับเรื่องนี้อยู่ครับ และก็มีการฝึกพูด อนาคตก็อยากจะพัฒนาเครื่องช่วยฟังและซอฟท์แวร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อใช้ได้กับคนทั่วโลก ผมคิดว่าถ้าเรามี CrazyIdeas ที่เป็นไอเดียอะไรก็ได้ สามารถนำมาประยุกต์ และเดินหน้าพัฒนาต่อไป ”

        ไม่เพียงแค่วิชาการจะดีเลิศ แต่ด้านดนตรี กีฬา ก็ไม่แพ้กัน น้องฮับได้เข้าประกวด The Voice Kids Season 2 เข้าถึงรอบ Battle เขาเริ่มร้องเพลงตั้งแต่อายุ 3 ขวบและฝึกเล่นกีตาร์ตอน 5 ขวบ แถมยังเป็นนักกีฬายิงธนูที่อายุน้อยที่สุดในการแข่งขันระดับโลกอีกด้วย

        “หลังเลิกเรียนก็อาจจะไปยิงธนูบ้าง เล่นกีฬา ว่ายน้ำ เล่นกีตาร์ บางวันที่ผมรู้สึกอยากจะสำรวจอะไรก็จะหมกมุ่นอยู่กับวิทยาศาสตร์ ส่วนการเล่นกีฬายิงธนูนั้น ตอนผมเห็นคันธนูก็รู้สึกอยากลองยิงธนูดู จากนั้นก็เริ่มชอบ ผมก็เลยอยากที่จะเริ่มเล่นกีฬาและไปแข่ง จึงทำให้ผมมีโอกาสไปแข่งขันระดับโลก World Archery"

        นอกจากนี้ น้องฮับยังเป็นผู้ใฝ่ทางธรรม มีจิตสาธารณะ มีความเมตตา แบ่งปัน โดยมีคุณครูเบลล่า ซึ่งเป็นครูสอนร้องเพลง เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้าไปร้องเพลงเป็นจิตอาสาที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ

        น้องฮับเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ เช่นในช่วงที่ประเทศเนปาลเกิดเหตุแผ่นดินไหว น้องฮับก็ใช้ทักษะความสามารถด้านดนตรี ร้องเพลง เล่นกีตาร์ หาเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกด้วย

เปิดใจคุณแม่! เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นจีเนียส

        สำหรับคนที่ทำให้ให้เขากลายเป็นอัจฉริยะตัวน้อย และมีจิตใจดีงามอ่อนโยน ไอคิวล้ำ อีคิวเลิศ น้องฮับขอยกเครดิตให้กับผู้ให้กำเนิดทั้งสองของน้องทันที

        “คุณพ่อคุณแม่บ่มเพาะมาดีครับ สอนผมในหลายๆเรื่อง เป็นผู้ผลักดันให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้”

คุณพ่อคุณแม่ของน้องฮับ ผู้บ่มเพาะความอัจฉริยภาพ

        ผู้บ่มเพาะคนสำคัญอย่าง คุณแม่นิชาพร วาฤทธิ์ เล่าให้ทีมข่าว MGR Live ถึงเคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้เป็นคนมีศักยภาพขนาดนี้ ว่า

        “คุณแม่โชคดีที่ได้เคยไปทำงานอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติมา 10 ปี แล้วเราได้ซึมซับวิธีการบ่มเพาะการเรียนการสอนเด็ก การแก้ไขปัญหาของคุณครูที่อยู่ที่โรงเรียน เราก็คิดว่าถ้าเรามีลูก เราจะนำสิ่งที่เราได้มีประสบการณ์ตรงนี้มาบ่มเพาะลูกเราเอง โดยที่เราไม่ได้คิดว่าการบ่มเพาะอย่างนี้ จะได้ผลค่อนข้างจะดีมากสำหรับลูกเรา

        เราบ่มเพาะลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ คือเราเห็นลูกจับกีตาร์ตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ เราก็เลยไปซื้อกีตาร์พลาสติกถูกๆ มาให้เขา เคาะจังหวะ เขาก็ร้องเพลง ดีดกีตาร์พลาสติก โดยได้ครูเบลล่า คอยจัดการเรียนการสอนให้ การสอนภาษาอังกฤษผ่านเนื้อเพลง เขาจึงได้ฝึกจังหวะ ได้โฟนิกส์ และซึมซับการชอบดนตรี จึงชอบร้องเพลงตั้งแต่เล็ก”

        สิ่งสำคัญที่ทำให้น้องฮับเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ นั่นคือการเลี้ยงดูแบบที่ผู้ปกครองต้อง "ให้ความเคารพในความคิดของลูก"

        “อย่างแรกคือ เราต้อง Respect ลูก สิ่งที่โรงเรียนนานาชาติสอนคุณแม่มา เราต้องให้ความเคารพเด็ก เคารพในความคิดของลูก เราจะต้องฟังเขาเหมือนเราพูดกับผู้ใหญ่ ตอนลูกตัวเล็กๆเราในฐานะพ่อแม่ต้องนั่งระดับเดียวกับลูก ให้เขารู้ว่าเราอยู่ระดับเดียวกับเขานะ และให้เขาพูดในสิ่งที่เราต้องการ และเราต้องฟัง หลังจากฟังแล้วเราถึงจะแนะนำ ชี้แนะ หรือให้กำลังใจ เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก จนตอนนี้น้องฮับมีปัญหาอะไรก็จะปรึกษาเราตลอด เพราเขาจะรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องพูดกับคุณแม่และคุณพ่อนะ

        ส่วนเรื่องการเข้ารอบ Google Science Fair ได้นั้นต้องยกเครดิตให้กับคุณพ่อ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ สอนที่คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คุณพ่อก็จะบ่มเพาะในแนวที่คุณพ่อสอนนักศึกษา

        กว่าจะได้ Submit กูเกิลก็ 2 ปี คือเราบ่มเพาะมานาน เพราะทุกขั้นตอนคุณพ่อจะให้น้องฮับทำเองหมด เขาจะต้องเข้าใจทุกกระบวนการ เพราะน้องฮับเป็นคนประดิษฐ์เอง บางทีคุณแม่แอบร้องไห้ด้วยความสงสารลูก เรารู้สึกว่าทำไมพ่อไม่บอกลูกบ้างเลย น้องฮับทำเองทุกสเต็ป

        เราไม่คิดว่าน้องฮับจะเข้ารอบลึกขนาดนี้ เพราะคิดว่าโครงการของเด็กๆอายุแค่นี้ คิดว่าคงไม่มีใครสนใจ แต่ถ้ามีคนเห็นจริงๆ มันต้องได้ เพราะเราให้กำลังใจลูกมาตลอดว่า ถ้าเราคิดดีทำดีก็มีผลดีกลับมา คือน้องฮับบวชตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เขาจะบวชปีเว้นปี ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิกับพ่อแม่มาตลอด

        ตอนติดรอบ 100 คน เราดีใจที่เด็กไทยติด 2 คน มีน้องฮับ และเด็กอีกคนอายุ 18 ปี ทำไมเด็กสมัยนี้ผลงานดีๆทั้งนั้น เราก็ปลาบปลื้มใจ ร้อยคนก็สุดยอดแล้วนะ แต่อยู่ๆกูเกิลเขาก็ขอสัมภาษณ์ออนไลน์ เขาก็ถามว่าทำไมถึงมาสมัครกูเกิล ทำไมถึงลงแข่ง น้องฮับก็บอกว่า

        “เพราะผมอยากประกาศให้โลกรู้ว่าโครงการของฮับมันคูลขนาดไหน”

        นอกจากนี้ ความฝันของน้องฮับคือ เขาอยากจะได้รางวัลที่ 1 มาพัฒนาตัวต้นแบบ เพราะตอนที่เขาไปทดสอบคนหูหนวก กับคนหูตึง พวกเขาถามเราว่า ขอซื้อได้ไหม เขาชอบมาก เขาสามารถฝึกฟังเสียงผ่านซอฟท์แวร์ และฝึกพูดให้ชัดได้ ไม่ระคายเคืองหู

        ทุกวันนี้เครื่องที่ถูกที่สุด เครื่องที่เสียบเข้าไปในหูแล้วมันระคายเคือง มันมีเสียงรบกวน เขาใส่ไม่ได้ เด็กหลายๆคนที่เราเห็นคือเขาไม่มีกำลังจะซื้อ ฮับก็เลยบอกว่า “ฮับอยากจะทำเป็น Social Enterprise ครับแม่”

        เขาอยากทำเพื่อการกุศล ถ้าเขาอยากทำเราในฐานะพ่อแม่ก็จะช่วยลูกทำ เพราะมันคือกุศลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

        และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ด.ช. เหมวิช วาฤทธิ์ หรือ น้องฮับ อายุ 13 ปี จากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เข้าแข่งขัน Google Science Fair และเป็น 1 ใน 20 คน ของผู้เข้ารอบสุดท้ายที่สหรัฐอเมริกา โดยเป็นการแข่งขันที่ให้เด็กอายุ 13-18 ปีทั่วโลก สามารถเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์กับทาง Google ได้ ซึ่งน้องเป็นตัวแทนเด็กไทยคนเดียวที่ได้ร่วมเข้าแข่งขัน

        โดยจุดเริ่มต้นของการทำโครงงานเครื่องช่วยฟังของน้องมาจากการที่น้องเล่นกีตาร์ แล้วตัวกีตาร์ไม่ได้ต่อเครื่องขยายเสียง ซึ่งเลยทำให้เสียงมันเบามากๆ และเสียงโทรทัศน์ที่เปิดก็ดัง ทำให้เสียงกีตาร์ตนเบามาก ขณะนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ได้เอาคางไปแตะที่ตัวกีตาร์เพื่อจะฟังเสียง ปรากฏว่าเสียงดังขึ้น ชัดเจนขึ้น ตนจึงเกิดแนวคิดว่า อาจจะนำมาใช้กับคนที่พิการทางหูได้ จึงได้นำมาพัฒนาโปรเจคการทำเครื่องช่วยฟัง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกการออกเสียงพูดขึ้น

        โดยน้องได้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของโค้ด และคุณหมอที่เกี่ยวกับกะโหลกที่เป็นเพื่อนของคุณพ่อที่เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาในการหาจุดที่ดีที่สุดในการวางเครื่องช่วยฟัง โดยผลงานโครงงานของเขาจะเป็นเครื่องช่วยฟังที่เป็นระบบนำเสียงผ่านกระดูก โดยจะส่งคลื่นเสียงผ่านกระดูกและเข้าหูชั้นในโดยตรง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องช่วยฟังที่มีอยู่ในปัจจุบัน และผ่านการทดสอบถึงระดับคนมีปัญหาการได้ยินระดับหูหนวก ซึ่งเป็นอาการที่เกือบจะไม่ได้ยิน หรือไม่ได้ยินในเสียงที่ต่ำกว่า 90 เดซิเบลนั่นเอง (คนปกติพูดกันทั่วไปประมาณ 20 เดซิเบล)

        โดยเครื่องช่วยฟังโครงงานและซอฟต์แวร์ของน้องฮับนั้นเรียกว่าทำมาจากของใช้ที่หาได้ภายในบ้านที่หาได้ทั่วไปและสามารถใช้งานได้จริงๆ ซึ่งสามารถใช้ให้กับน้องที่หูหนวกสามารถได้ยินและพูดได้ ซึ่งทำให้น้องที่หูหนวกสามารถพูดคำว่าพ่อได้อีกด้วย

ลองแล้วพูดตามนะ

ระบบปฎิบัติการที่สร้างขึ้นใส

เรียกพ่อครั้งแรก

.

ชมคลิป

คลิปเปิดไม่ออก >>> กดตรงนี้ คลิ๊ก <<<

ข้อมูลและภาพ จาก รายการซุปเปอร์เท็น

บทความแนะนำ More +

บทความที่คุณอาจสนใจ