จะทำอย่างไรเมื่อเจองู? นี่คือวิธีแยกแยะ 'งูพิษ' กับงูไม่มีพิษ พร้อมวิธีป้องกัน และสิ่งที่ควรรู้!

LIEKR:

จะทำอย่างไรเมื่อเจองู? นี่คือวิธีแยกแยะ 'งูพิษ' กับงูไม่มีพิษ พร้อมวิธีป้องกัน และสิ่งที่ควรรู้!

        ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเรานั้นถือเป็นแหล่งอาศัยของงูมีพิษจำนวนมากมาย โดยเฉพาะบ้านใครที่อาศัยอยู่ติดพื้นที่รกร้าง พื้นที่ทุ่งนา ก็มีโอกาสเจองูพิษได้ทั้งนั้น 

        หรือแม้แต่ในคลิปที่เป็นกระแสบนโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ ขนาดนั่งอยู่บนโรงพักดีๆ ก็ยังไม่วายเจองูเลี้อยเข้ามาฉกจนได้ แล้วเราจะรับมือกับงูเหล่านี้ได้อย่างไรล่ะ หรือเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันเป็นงูพิษหรือเปล่า วันนี้เพชรมายาขอพาทุกท่านมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับงูกัน

 

Sponsored Ad

 

#เราจะรู้ได้อย่างไรว่างูตัวไหนมีพิษหรือไม่มีพิษ ?

        ผู้ชำนาญด้านสัตว์เลื้อยคลาน (Herpetologist) ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างงูพิษและงูไม่มีพิษเอาไว้ ถึงแม้จะมีงูอีกหลายประเภทที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข แต่เราก็ควรที่จะแยกความแตกต่างเบื้องต้นของงูเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน เพราะในบางครั้งมันอาจเป็นประโยชน์ช่วยคุณในสถานการณ์ที่คับขันได้ แล้วความแตกต่างที่ว่ามีอะไรกันบ้าง

        1. ดวงตา

 

Sponsored Ad

 

        งูที่ไม่มีพิษมักมีรูม่านตาที่กลมในขณะที่งูพิษมักจะมีรูม่านตาเป็นแนวตั้ง ส่วนงูที่ไม่เข้าข่ายนี้ก็จะมี งูแบล็คแมมบา (แอฟริกา), งูเห่า (แอฟริกา, เอเชีย, ตะวันออกกลาง) และงูไทปัน (ออสเตรเลีย) ซึ่งงูพิษเหล่านี้มีรูม่านตาที่กลม

        สิ่งที่น่าสนใจก็คือ งูที่ไม่มีพิษบางชนิดสามารถปรับเปลี่ยนรูม่านตาของตัวเองในขณะที่ตกอยู่ในอันตรายได้ เช่น งูหมอก ที่มีหัวเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายคลึงกับงูพิษในกลุ่มงูกะปะและงูเขียวหางไหม้ จึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นงูพิษบ่อยครั้ง

 

Sponsored Ad

 

        2. งูพิษตามปกติแล้วจะสามารถมองเห็น “รังสีความร้อน” ของสิ่งมีชีวิตที่แผ่ออกมาได้ ผ่านอวัยวะที่เป็นรูเล็กๆ คล้ายรูจมูก ที่เรียกว่า Pit Organ ซึ่งถือเป็นอวัยวะที่สำคัญในการล่าเหยื่อยิ่งกว่าดวงตาของงูเสียอีก

        3. งูพิษส่วนใหญ่จะมีหัวรูปทรงสามเหลี่ยมที่กว้างกว่าบริเวณคอของพวกมัน ส่วนงูไม่มีพิษจะมีหัวเป็นรูปทรงโค้งมน

 

Sponsored Ad

 

        4. งูพิษมักจะมีเกล็ดแถวเดียวที่บริเวณปลายหางของพวกมัน ในขณะที่งูไม่มีพิษจะมีเกล็ดแบ่งเป็น 2 แถวอยู่ที่ปลายหาง แต่ในประเทศไทยก็มีข้อยกเว้นในงูจงอาง งูเห่า และอีกหลายชนิดที่มีเกล็ดแบ่งออกเป็น 2 แถว (อ่านเพิ่มเติม: งูพิษชิดใกล้ Thailand Snakes : Close Encouters)

 

Sponsored Ad

 

        5. บ่อยครั้งที่เราพบว่า งูพิษมักมีสีสันสดใสและสามารถขู่ฟ่อ ทำเสียงสั่น (แบบงูหางกระดิ่ง) หรือมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ยกเว้นงูบางประเภทเช่น งูมิลค์ ที่มีสีสันสดใส

        6. งูพิษในวงศ์งูแมวเซาและงูน้ำที่ไม่มีพิษ มีลักษณะคล้ายกัน แต่คุณสามารถแยกมันออกจากกันได้คือวงศ์งูแมวเซาจะมีลวดลายวงกลมหรือซิกแซกพาดตามลำตัว ส่วนงูน้ำจะมีลายสีเหลืองรอบคอ

        7. ถ้างูตัวไหนมีลายที่เป็นรูปทรงคล้ายเพชรอยู่บนผิวหนังหรือมี 3 สี มันมักจะเป็นงูพิษ

 

Sponsored Ad

 

        8. งูอาศัยในน้ำที่มีพิษจะว่ายน้ำโดยปรากฏให้เห็นทั้งตัวเหนือน้ำ ในขณะที่งูไม่มีพิษจะว่ายน้ำโดยที่ลำตัวมันจมอยู่ใต้น้ำ

#การป้องกันเพื่อไม่ให้เจองูกัด

Sponsored Ad

        หลายๆ คนคงเคยเจองูโผล่เข้ามาในบ้านของตัวเองกันบ้าง ดังนั้นมีหลายสิ่งที่คุณควรป้องกันเอาไว้ดีกว่าไปแก้ตอนที่ถูกกัดแล้ว

        1. ตัดต้นหญ้าที่สูงๆ ในสวนของคุณ และเอากิ่งไม้ที่ตกลงบนพื้นออกให้หมด เพราะมันคือสถานที่โปรดของงูที่ชอบไปซ่อน

        2. การกำจัดหนูในบ้านก็ถือเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเจองู เมื่อไม่มีแหล่งอาหาร งูก็จะไม่มาล่าเหยื่อในบ้านคุณ

        3. คุณสามารถใช้ผ้าชุบแอมโมเนียวางไว้ในสวนของคุณ งูไม่ชอบกลิ่นแอมโมเนียและสารเหล่านี้ก็ไม่เป็นอันตรายต่องู มันแค่ช่วยไล่งูไปเฉยๆ

        4. ถ้าจำเป็นต้องเดินป่า สิ่งสำคัญที่สุดคือให้ใส่รองเท้าที่ปิดสนิทมิดชิดเสมอ

        5. นักปีนเขามักถูกงูกัดได้บ่อยครั้ง เพราะงูชอบซ่อนอยู่ตามซอกหินต่างๆ คุณควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้

        6. งูส่วนใหญ่จะไม่ค่อยโจมตีมนุษย์ก่อน สิ่งที่ทำให้พวกมันเข้าโจมตีเพราะมีอะไรทำให้พวกมันกลัว และพวกมันจะดุร้ายขึ้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์ระหว่างเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม งูที่หวาดกลัวจะพ่นพิษออกมาได้มากกว่าปกติอีกด้วย

        7. เมื่อต้องเดินป่า หลีกเลี่ยงพื้นที่เปียกชื้น หญ้าสูง หรืออย่างน้อยก็ใช้ไม้แหวกหญ้าทำเสียงดังก่อนที่จะเดินไป

        8. ถ้าคุณตั้งต้องพักค้างแรมในป่า ควรปิดไฟ เพราะแสงไฟจะเป็นตัวดึงดูดงู และอย่าลืมที่จะเขย่าเสื้อผ้าของคุณในตอนเช้า เพราะกลิ่นร่างกายของคุณก็เป็นตัวดึงดูดงูเช่นกัน

        9. อย่าไล่ตามงูเพราะความอยากรู้อยากเห็น เพราะมันเป็นการกระตุ้นให้งูเข้ามาแว้งกัดคุณได้เช่นกัน

        #คุณจะรู้ได้อย่างไรว่างูที่กัดคุณเป็นงูพิษหรือไม่ ?

        1. สังเกตรอยกัด ถ้าเป็นรอยฟัน 2 ชุด โดยที่มีรอยเขี้ยวใหญ่เห็นได้ชัด แสดงว่ามันคืองูพิษ

        2. เจ็บปวดบริเวณที่ถูกกัด ผิวหนังบริเวณรอบรอยกัดเริ่มซีดและบวม

        3. มีอาการแปลกๆ เช่น หายใจลำบาก คลื่นไส้ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีไข้

พิษงูแต่ละชนิดก็ส่งผลที่แตกต่างกันกับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณถูกงูพิษทั่วไปกัด มันอาจไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าคุณจะถูกงูอะไรกัดก็แล้วแต่ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และในระหว่างที่คุณรอรถพยาบาลหรือกำลังเดินทางไปพบแพทย์ คุณสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ดังนี้

        3.1 สำรวจผิวบริเวณที่ถูกกัด ถ้ามีพิษค้างอยู่ด้านนอก ให้เอาออกอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้มันเข้าไปในแผล

        3.2 ดื่มน้ำให้มากๆ ห้ามดื่ม แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเด็ดขาด

        4. อย่าขยับร่างกายมาก หรือใช้วิธีดามแผลให้อยู่นิ่งๆ เพื่อชะลอการซึมของพิษงูที่เข้าสู่ร่างกาย เพราะยิ่งหัวใจคุณเต้นเร็วเท่าไหร่ พิษงูก็จะเข้าสู่ร่างกายเร็วขึ้นเท่านั้น

        5. สิ่งที่ไม่ควรทำคือ ตัดหรือกรีดปากแผลเพื่อเอาพิษออกเอง ห้ามขันชะเนาะ และห้ามเอาอะไรไปทาแผลเด็ดขาด

        6. ถ้าคุณตีงูตาย ให้นำงูที่ตายไปให้แพทย์ตรวจสอบด้วย เพราะการรู้ว่าถูกงูอะไรกัด จะทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น

        สุดท้ายหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ความรู้กับคุณได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่แน่ๆ ถ้าเกิดคุณต้องเจองูจริงๆ ไม่ควรไปยุ่งกับมัน และควรรีบติดต่อหน่วยงานเช่น สวพ.91 หรือ จส.100 และปิดทางหนีของงูให้มิดชิดเพื่อรอผู้เชี่ยวชาญมาจับงูไปนะครับ

หมายเหตุข้อมูลข้างต้นนี้เป็นการแปลมาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ 

(อ่านเพิ่มเติม : เตือน!! ข้อควรระวังจากการโดน งู-ตะขาบ-แมงป่อง ทำร้าย ต้องทำการปฐมพยาบาลอย่างไรถึงจะถูกวิธี!!)

(อ่านเพิ่มเติม : กันไว้ดีกว่าแก้ ! วิธีป้องกัน "งูเข้าบ้าน" ปลอดภัยทั้งคนและสัตว์เลี้ยง รีบอ่านรีบแชร์ก่อนสาย!)

ข้อมูลและภาพ จาก petmaya / brightside

บทความที่คุณอาจสนใจ