รู้จัก "แจน ใบบุญ" นางแบบไทยบนเวทีโลก เธอผู้เปลี่ยนฝรั่งจอมเหยียด ให้หลงรักเมืองไทยได้

LIEKR:

อยากให้คนต่างชาติรู้ว่าประเทศไทย ไม่ได้ล้าหลัง บางคนยังตั้งคำถามจริงๆ จังๆ อยู่เลยว่า "ขี่ช้างไปโรงเรียนเหรอ"

    กว่าที่ แจน ใบบุญ อรุณปรีชาชัย จะกลายเป็นหนึ่งในนางแบบบนรันเวย์ Burberry คอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2019 รวมถึงความสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 กับการได้เฉิดฉายอีกครั้งบนรันเวย์ Burberry คอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 (17 กุมภาพันธ์ 2563) เธอต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ตั้งแต่คำครหาเรื่องรูปลักษณ์ จนถึงการสู้กับใจของตัวเอง ทั้งหมดเพื่อก้าวแรกบนรันเวย์ระดับโลก

    “แจนไม่เคยรู้ตัวว่าอยากเป็นนางแบบ กระทั่งตอนอายุ 16 เพื่อนคนหนึ่งอยากไปประกวดเวที Thai Supermodel Contest 2011 มาก แล้วชวนเราไปประกวดเป็นเพื่อน ตอนแรกก็ลังเล แต่มีหลายคนบอกว่าทำไมไม่ลองดูล่ะ เพราะรูปร่างเหมาะ แจนเหมาะจะเป็นนางแบบ ปรากฏว่าได้ผ่านเข้ารอบ 50 คน จากผู้สมัครกว่าพันคน แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงรอบสุดท้ายนะคะ ถึงอย่างนั้นก็มีแมวมองสนใจ ที่สุดจึงได้ไปอยู่ในโมเดลลิ่ง Model 65 Agency และได้เริ่มต้นอาชีพนางแบบ

Sponsored Ad

ฉันสวย ฉันทำได้!

    “พอมาเป็นนางแบบจริงๆ ความชอบก็เริ่มซึมซับขึ้นเรื่อยๆ แจนไม่รู้ว่าเริ่มชอบการเดินแบบตั้งแต่ตอนไหน แต่พออยู่กับงานนี้บ่อยๆ ก็เริ่มสนุกไปกับมัน จนรู้สึกว่า ‘ฉันทำได้นี่’ เป็นจุดที่ทำให้เริ่มเห็นคุณค่าในตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีความมั่นใจเลยค่ะ ไม่คิดว่าตัวเองหน้าตาสวยหรือมีรูปร่างที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ สมัยเด็กเวลาแจนยืนกับเพื่อน ซึ่งเป็นไซส์มาตรฐานคนไทย จะรู้สึกเสมอว่าตัวเองสูงโดด จึงเดินหลังค่อม บางทีก็เดินคนเดียว เพราะเพื่อนไม่อยากเดินด้วย 

Sponsored Ad

    บางทีก็โดนล้อว่าสูงเหมือนเปรต หน้าตาก็เช่นกัน แจนหน้าผากกว้าง เพื่อนล้อว่าหน้าผากกว้างเหมือนลานบิน หน้าแบนเหมือนไข่ดาว จมูกก็ไม่มี แล้วพอโดนล้อบ่อยๆ เราก็เริ่มแคร์คำพูดเขา ทั้งๆ ที่เราก็ไม่อยากแคร์ แต่มันอดเสียใจไม่ได้ จนกระทั่งได้มาเดินแบบ ได้แต่งหน้า แต่งตัวสวยๆ ทำให้เห็นว่าฉันก็สวยได้นะ (หัวเราะ) อาชีพนี้ยังทำให้เห็นข้อดีของความสูงว่ามีประโยชน์ เราทำอะไรกับรูปร่างหน้าตาได้อีกตั้งเยอะ จึงเริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้น”

ฝึกและฝึกเท่านั้นจึงจะสำเร็จ

Sponsored Ad

    “ช่วงแรกๆ ความรู้เรื่องการเดินแบบเป็นศูนย์ ได้พี่ฟลุ้ค ผู้ก่อตั้งModel 65 ช่วยสอนให้ ทั้งวิธีเดิน วิธีโพสว่าควรแสดงอารมณ์อย่างไร ซึ่งไม่ได้ราบรื่นนะคะ แจนเคยไปถ่ายแบบแล้วโพสท่าไม่ได้จนร้องไห้ เครียดหนักมาก กระทั่งป้าเป็ด (อภิชาติ นรเศรษฐาภรณ์) บอกว่า ‘แจนลองคิดดูนะว่า คนตั้งหลายล้านคนอยากมาอยู่จุดนี้ อยากเป็นแบบที่เธอเป็น เมื่อเธอมีโอกาสแล้ว ทำไมจะทำไม่ได้’ คำพูดนี้เป็นจุดพลิกชีวิตเลย แม้กระทั่งทุกวันนี้ที่แจนมาอยู่ต่างประเทศ ก็คิดถึงคำพูดของป้าเป็ดเสมอ เวลาท้อใจอะไรก็จะนึกว่าเราต้องสู้ ไม่มีอะไรที่คนเราทำไม่ได้หรอก เราอาจจะแค่ยังไม่พยายามให้ดีพอ นั่นทำให้แจนใช้เวลาฝึกฝนตัวเองเพิ่มขึ้น คอยอัพเดตเทรนด์แฟชั่น ดูคลิปจากอินเทอร์เน็ตบ้าง แล้วหมั่นฝึกเดินหน้ากระจก

Sponsored Ad

    “ทำงานไปเรื่อยๆ แจนก็ได้เรียนรู้ว่าการเป็นนางแบบไม่ใช่แค่เรื่องการเดินให้สวยเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของระเบียบวินัยอื่นๆ อย่างไอดอลของแจนคือ พี่เอเลี่ยน (กัญญณัท  บำรุงพงษ์) ยิ่งได้ใกล้ชิดและทำงานร่วมกันหลายครั้ง ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเป็นมืออาชีพ แถมยังใจกว้าง ช่วยสอนน้องๆ แบบไม่มีกั๊ก เช่น ครั้งหนึ่งที่ทุกคนต้องเดินเร็วๆ แบบสับสะโพก ซึ่งเป็นท่ายาก หลายคนเข้าไปถามพี่เอเลี่ยนว่าต้องเดินอย่างไร ก็ได้รับคำตอบแบบละเอียด แล้วให้พวกเราลองเดินให้ดู พร้อมกับแก้ไขข้อเสียด้วย นอกจากนี้พี่เอเลี่ยนยังตรงต่อเวลาสุดๆ มาเร็วทุกครั้ง ขณะที่บางครั้งแจนสาย (หัวเราะ) จึงปลื้มมาก ประทับใจพี่เอเลี่ยนที่มีวินัยในการเป็นนางแบบสูงมาก ยึดเขาเป็นไอดอลในเรื่องนี้เลยค่ะ

Sponsored Ad

    “ไอดอลของแจนอีกคนคือ Liu Wen นางแบบเอเชียชาวจีนที่ดังมากที่ยุโรป เรียกว่าเป็นคนเปิดประตูให้นางแบบเอเชียก้าวเข้ามาในยุโรปก็ว่าได้ และทำให้แจนมีแรงบันดาลใจว่านางแบบเอเชียก็โกอินเตอร์ได้นะ ทำไมเราไม่ลองบ้าง”

ก้าวแรกบนรันเวย์กับ Burberry

Sponsored Ad

    “ตอนนี้แจนอยู่ในวงการนางแบบได้ 7 ปีแล้ว จนเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว พี่ไมค์กี้ ช่างภาพที่นิวยอร์ก อยากให้แจนลองมาทำงานที่ต่างประเทศ เขามีเพื่อนอยู่เอเจนซี่ที่ Wilhelmina ประเทศอังกฤษ เขาจึงบอกเพื่อนว่ามีน้องนางแบบเป็นคนไทย สนใจไหม แล้วส่งรูปแจนไปให้ดู เพื่อนพี่ไมค์กี้เก็บรูปนั้นไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วจู่ๆ ก็ลาออก พอแจนรู้แอบใจหายเลย เพราะคิดว่ารูปคงต้องถูกเก็บอยู่ในนั้น ไม่มีใครสานเรื่องต่อแน่ หนึ่งเดือนผ่านไปมีคนที่ทำงานในเอเจนซี่นั้นบังเอิญมาเปิดเจอรูปแจนในคอมพิวเตอร์ เขา WhatsApp วิดีโอกลับมา บอกว่าชอบแจน อยากให้ลองไปทำงานที่อังกฤษ ซึ่งแจนก็พร้อมมาก เรียกว่าเป็นความโชคดีสุดๆ ค่ะ เราตกลงทำสัญญาช่วงกลางปี แจนบินไปเลย โดยยังทำงานและใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยเป็นหลัก

Sponsored Ad

    การมาทำงานที่ต่างประเทศครั้งแรกเรียกว่าได้อะไรเกินคาดค่ะ โดยเฉพาะขั้นตอนการทำงานแบบอินเตอร์ว่าเป็นอย่างไร มาครั้งแรกแจนก็ได้แคสติ้งกับ Burberry เลย ซึ่งก่อนมาแคสต์ได้ยินหลายคนบอกว่ายากมาก แล้วก็ยากจริงๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร ไม่รู้ว่าต้องการลักษณะการเดิน บุคลิกแบบไหน เพราะแต่ละซีซั่นจะเปลี่ยนสไตล์ไปตลอด เราคาดการณ์ได้แค่คร่าวๆ ว่า Valentino ต้องเดินเบาหน่อย ถ้าเป็น Saint Laurent ต้องเดินแรงแบบพุ่งมาเลย แต่ถึงอย่างนั้นความที่แจนหน้าใหม่ ไม่มีใครรู้จัก จึงเป็นเรื่องยากมาก แล้วยิ่งเจอคนที่สวยกว่า เราก็เริ่มท้อ เรียกว่าต้องสู้กับใจตัวเองมากๆ ในการพาตัวเองไปแคสติ้ง

    “กระบวนการแคสติ้งต่างๆ ต่างจากบ้านเราเยอะ ในเมืองไทยอย่างน้อยแจนเป็นที่รู้จัก ดีไซเนอร์ก็จะเรียกไปเดินแบบเลย แต่ที่อังกฤษไม่มีใครรู้จัก เขาจะเริ่มจากการดูรูปก่อน ถ้ารูปผ่านก็จะได้เจอกับแคสติ้งไดเร็คเตอร์ ถ้าผ่านด่านนั้นได้จึงจะได้เจอกับดีไซเนอร์ ซึ่งยากนะ ได้ยินว่าหลายคนถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง ความยากของการทำงานต่างประเทศคือ ถ้าเขาไม่รู้จักเราก็จะมองผ่านเลย บางทีเขาไม่แคร์ด้วยซ้ำว่าเรามาจากไหน เคยทำงานอะไรมาบ้าง เขาไม่ถาม เพราะมีตัวเลือกมากมาย ฉะนั้นการแคสติ้งจึงเป็นเรื่องท้าทายที่สุด เหมือนเราอยู่ในรายการเรียลิตี้ที่ต้องไปสู้กับคนที่สวยกว่า

แจน ใบบุญ บนรันเวย์ Burberry คอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2019

    “ความโชคดีของแจนคือความสูง 180 เซนติเมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานพอจะสู้กับคนอื่นได้ จึงได้ผ่านเข้าไปในรอบดีไซเนอร์และได้เจอริกคาร์โด ทิสซี ดีไซเนอร์ตัวจริง ได้คุยกัน 2-3 ประโยค ซึ่งแจนก็ไม่คิดว่าริกคาร์โดอยากคุยกับแจน (หัวเราะ) เขาถามว่าเคยเดินที่ไหนมาแล้วบ้าง ฯลฯ ซึ่งถ้าดีไซเนอร์ชอบเราคือมีโอกาสผ่าน แต่ถ้าไม่ชอบก็จบ เราต้องใช้สัญชาตญาณให้เป็น ต้องดูอารมณ์ของดีไซเนอร์ว่า ณ ขณะนั้นเขาชอบเราไหม ความที่แจนหน้าแปลกประมาณหนึ่ง คือมีความเหมือนคนจีน แต่มาจากเมืองไทย ซึ่งเขาเซอร์ไพร้ส์มาก อาจเพราะไม่เคยร่วมงานกับนางแบบไทย นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาสนใจ

    “หลังจากนั้นไม่นานแจนก็ได้รับการคอนเฟิร์มจากแบรนด์ ฟังแล้วไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะได้เดินแบบบนรันเวย์ต่างประเทศอย่างนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกของแจนเลยค่ะ วันฟิตติ้งได้เจอกับจีจี้และเบลล่า ฮาดิด ตื่นเต้นมากๆ พี่น้องคู่นี้น่ารักมากค่ะ จีจี้ไม่หยิ่งเลย ตอนซ้อมก็ไม่ได้เชิดว่าฉันเป็นรุ่นท็อป เขานั่งพื้น ร่วมซ้อมปกติ เบลล่าก็น่ารักมาก คุยเก่ง

    “เราซ้อมเดินกันรอบเดียว เดินวน ปิดท้ายฟินาเล่แล้วจบเลย ได้รับบรี๊ฟอารมณ์ว่าขอเดินคูลๆ ไม่ต้องเน้นสะโพก ซึ่งเราก็ต้องดูด้วยว่าได้ใส่ชุดแบบไหน เพื่อจะได้กะถูกว่าต้องเดินอย่างไรให้เข้ากับชุด อย่างครั้งนี้แจนได้ใส่เสื้อลูกไม้ยาว สวมถุงน่องสีขาว แล้วมีกระโปรงทับอีกที ซึ่งต้องกะดูว่าสามารถก้าวยาวสั้นได้แค่ไหน เดินยังไงให้สวยพอดีๆ ไม่ให้เด่นเกินชุด พอฟิตติ้งเสร็จก็ต้องลองเดินให้ดีไซเนอร์ดูอีกครั้ง

    “พอถึงวันเดินจริง ความรู้สึกคือภูมิใจ ตื่นเต้นมาก และประหม่าด้วย เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน แจนดูจอทีวีตรงหลังเวที เห็นว่าเบลล่ากำลังเดินมา ส่วนแคนดัลล์ เจนเนอร์ กับจีจี้ ก็เดินสับขากันแบบสุดมาก แจนเดินเป็นคิวที่ 101 จึงได้เห็นนางแบบร้อยคนที่เดินก่อนหน้าเรา ทุกคนเดินกันดีมาก สวยมาก เห็นแล้วตื่นเต้น ตอนนั้นพยายามเรียกสติกลับมา ไม่คิดว่าคนอื่นเดินดีขนาดไหน แต่คิดว่าเราจะเดินอย่างไรให้ดีที่สุด สรุปคืออย่าเดินเซ อย่าล้ม อย่าหน้าคว่ำ แค่นั้นพอ (หัวเราะ)

    “พอเดินเสร็จ แจนได้รับข้อความทางไลน์จากคุณแม่ว่าเก่งมากๆ คุณแม่สนับสนุนแจนเรื่องการเป็นนางแบบมาโดยตลอด แต่ก็จะมีเตือนบ้าง ให้ระวังเรื่องการรับงานต่างๆ รวมทั้งต้องมีมารยาทกับพี่ๆ ในวงการ ส่วนคุณพ่อช่วงแรกไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะท่านคิดว่าเป็นนางแบบแล้วต้องแต่งตัวโป๊ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นห้ามทำ ท่านใช้วิธีมารับ-ส่ง พอได้เห็นกระบวนการทำงาน ท่านก็รู้ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แล้วที่สำคัญคือแจนสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง ทุกวันนี้คุณพ่อก็ยอมรับมากขึ้น”

สำคัญกว่าแบรนด์เนมคือคาแร็คเตอร์

    “อยู่ในวงการนี้ เสื้อผ้าที่เราใส่ถือว่าสำคัญ เพราะช่วยส่งเสริมบุคลิก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประจำวัน หรือไปทำงานก็ต้องแต่งตัวให้ดูดีกว่าเดิม เมื่อก่อนแจนแต่งตัวไม่เป็นเลย ใส่แต่เสื้อยืดกับกางเกงยีน ต้องปรับปรุงลุคตัวเองด้วยการศึกษาเทรนด์ใน Pinterest หรืออินสตาแกรมบ้าง จนพบทางว่าเราชอบแนวมินิมัล แต่ก็จะพยายามหาไอเท็มที่เป็นเทรนด์มาผสมใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เช่น ช่วงนี้ฮิตเบลเซอร์ก็นำมาแมตช์กับลุคบอย ๆของตัวเอง ใส่เบลเซอร์คู่กับกางเกงขาบาน แต่ถ้าไปแคสติ้งก็จะใส่กางเกงที่เข้ารูปขึ้น เพื่อให้เห็นสัดส่วน ส่วนกระเป๋าแจนชอบแบบสะพายไหล่ข้าง หรือไม่ก็เป็นกระเป๋าถือใบเล็กๆ ไปเลย โดยไม่ใช้ของแบรนด์เนม เพราะต้องวางทิ้งไว้ตลอด กลัวหายค่ะ

    “นอกจากนี้เรื่องรูปร่าง ผิวพรรณก็สำคัญมาก แจนไม่ได้ไดเอตตลอดเวลา บางครั้งก็กินแหลก เพราะไม่ชอบอดอาหาร แต่จะมีบางมื้อที่กินเฮลตี้บ้าง กับออกกำลังกายด้วยพิลาทีสกับโยคะ ส่วนผิวพรรณต้องหมั่นทาครีมเยอะๆ ยิ่งมาเจออากาศแห้งในต่างประเทศ จากที่ทาครีมเพียงครั้งเดียวก็อาจต้องทาซ้ำ 2 ครั้งขึ้นไป

    “สุดท้ายแจนได้เรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญกว่าการแต่งตัว คือต้องเป็นตัวเองให้มากที่สุด เพราะลูกค้ามองที่ตัวบุคคลเป็นหลัก บางคนจัดแบรนด์เนมมาทั้งตัว แต่แคสติ้งไม่ผ่าน เพราะคาแร็คเตอร์สำคัญยิ่งกว่า อย่างล่าสุดแจนไปแคสติ้งงานแฟชั่นวีคที่มิลานกับปารีส นายแบบ-นางแบบที่นั่นเขาดูมีอะไรบางอย่าง ซึ่งบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าคืออะไร ดูสวยแปลกตา บางคนเหมือนผู้หญิง ขณะเดียวกันก็คล้ายผู้ชายด้วย เรียกว่ามีความยูนิเซ็กซ์ก็ได้ ซึ่งบางครั้งสำหรับลูกค้ายิ่งแปลกยิ่งชอบ จึงเป็นการบ้านที่เราต้องกลับไปหาตัวตนให้ชัดขึ้น”

ปารีส…ฝันให้ไกล ต้องมีสักวันที่ไปถึง

    “หลังจากเดินให้ Burberry แจนได้มาเดินที่มิลานแฟชั่นวีคให้แบรนด์ Frankie Morello, Peter Pilotto และ Dolce & Gabbana สำหรับ Dolce & Gabbana แจนไม่ได้แคสติ้ง แค่ไปฟิตติ้งแล้วเดินแบบให้เขาเลย เพราะเมื่อปี  2018 แล้ว เขาเลือกแจนมาถ่ายลุคบุ๊ก จึงจำเราได้จากการถ่ายครั้งนั้น และพอมีประสบการณ์จากการเดินเวที Burberry แล้ว ความตื่นเต้นก็ลดลงหน่อย ซึ่งโชว์ของ Dolce & Gabbana ไม่ต้องเดินเดี่ยวบนรันเวย์ อุ่นใจขึ้นหน่อยที่มีเพื่อนเดิน (หัวเราะ)

    “จากนั้นแจนก็ไปแคสติ้งที่ปารีสแฟชั่นวีค ซึ่งเป็นซีซั่นแรกที่ได้มา และแจนยังแคสติ้งไม่ผ่าน เนื่องจากยังตีโจทย์ไม่แตกว่าแบรนด์ต้องการอะไร รู้แค่ว่าเขาชอบความแปลก ต้องมีบุคลิกจัดๆ และเขามักจะใช้คนที่เคยร่วมงานกันมาก่อน เชื่อใจกันจากตรงนั้น จึงค่อนข้างยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากสู้ ต้องทำให้ได้ ความฝันของแจนคืออยากร่วมงานกับ Chanel ในรันเวย์ที่ปารีสสักครั้ง”

อย่าท้อ…คาถาสำหรับข้ามทุกอุปสรรค

    “ช่วงก่อนที่จะแคสติ้งงาน Burberry แจนเคยกลัว เคยคิดว่าต้องยากมากแน่ๆ แต่ได้แรงขับเคลื่อนจากคนรอบข้าง เพื่อนๆ พี่ๆ ในวงการบอกว่าอย่าท้อ เป็นคำเดียวเลยค่ะ ที่ทำให้แจนกลับมาคิดว่าไม่ควรท้อ ชีวิตนี้เรายังทำอะไรได้อีกเยอะแยะ แล้วทำไมจะไม่ทำ อย่างเมื่อก่อนที่ติดเรื่องภาษาก็อาศัยการฝึกพูดเยอะๆ ไม่อายที่จะพูด ถ้ากลัวพูดผิดแกรมม่า ก็พยายามหาคำศัพท์ที่รู้มาใช้ จนตอนนี้พูดคล่องขึ้นมาก

    “ตอนอยู่เมืองไทยเราเป็นแจน ใบบุญ พอมาทำงานต่างประเทศมันไม่ใช่แค่นั้น แต่เหมือนการแข่งขันระดับโลก อยากให้มีนางแบบไทยอยู่ในเวทีโลกเยอะๆ เพราะแจนว่านางแบบไทยก็ไม่แพ้ใครนะ อยากให้คนต่างชาติรู้ว่าประเทศไทย ไม่ได้ล้าหลัง เพราะบางคนยังตั้งคำถามจริงๆ จังๆ อยู่เลยว่าขี่ช้างไปโรงเรียนเหรอ หรือหลายคนยังคิดว่าไทยแลนด์คือไต้หวัน เราอยากให้เขารู้จักเมืองไทยจริงๆ ถ้าจะทำอย่างนั้นได้ เราก็ต้องสู้ค่ะ”

.

.

.

.

.

.

ข้อมูลและภาพ จาก praewfashion

บทความที่คุณอาจสนใจ