ถึงบางอ้อแล้ว !! รู้ไหมว่าทำไม "พระราชวังหลวงอยุธยา" จึงมี "ต้นพุทรา" จำนวนมาก !!

ทำไมกันนะ ?
Sponsored Ad

        ตั้งหน้าตั้งตารอกันได้เลยจ้างานนี้มีฮาแน่นอนกับละครกระแรงอย่าง บุพเพสันนิวาส ที่ออนแอร์ ทุกวันพุธ และ พฤหัสบดี แฟนอย่ากระพิบตาเลยจ้าเพราะอาทิตย์นี้ แม่หญิงการะเกด จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ชาวอโยธยาอีก หลายคนก็คงจะเห็นตัวอย่างไปแล้วบ้าง และก่อนหน้านี้ก็ เซอร์ไพรส์ทั้ง หมูหระทะ กุ้งเผา มะม่วงน้ำปลาหวาน อาทิตย์จะเซอร์ไพรส์อะไร อย่าพลาดเลยจ้า

Sponsored Ad

       จากกระแส บุพเพสันนิวาส มาแรงวันนี้เราจะพาไป ตามรอยประวัติศาสตร์กันหลายคนที่เคยไปเที่ยวกรุงเก่า "พระราชวังหลวงอยุธยา" ก็มักจะเห็นต้นพุทราขึ้นอยู่เต็มไปหมด แล้วเคยสงสัยไหมว่าทำไมว่า ต้นพุทรา เหล่านี้มันมาจากไหน วันนี้ไข่เจียวจะพาไปไขปริศนาว่าแล้วไปชมกันเลยค่ะ

       ทำไมจึงมีต้นพุทราจำนวนมากในพระราชวังหลวงอยุธยา

       ในรอบกว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2536 มานั้น ผมได้เป็นอาจารย์พิเศษในโครงการอบรมมัคคุเทศก์ หรืออบรมไกด์ ของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

       และสถานที่แห่งหนึ่งที่จะต้องเดินทางพาผู้อบรมไปเยี่ยมชม โดยทำหน้าที่ทั้งบรรยายระหว่างการเดินทาง และให้ผู้อบรมมานำเสนอในแบบไกด์เล่าเรื่องตามหัวข้อที่ได้รับและเตรียมมา

Sponsored Ad

       ที่พระราชวังหลวงอยุธยา เมื่อเดินเข้าทางประตูด้านวัดศรีสรรเพชญ์ สิ่งแรกที่จะสะดุดตาเราคือ ต้นพุทราใหญ่ๆ ที่มีมากมายกระจายไปทั่วอาณาบริเวณ

       "ทำไมจึงมีต้นพุทรามากมาย" เป็นคำถามของนักศึกษา ซึ่งก็ไม่ต่างจากคำถามของเยาวชนที่โรงเรียนพามาเที่ยวโดยมีไกด์ของบริษัททัวร์นำชม

       คำตอบที่ผมได้ยินจากไกด์ทัวร์ที่ดูจะสนุกสนานมากๆ คือ พุทราเหล่านี้เกิดจากทหารพม่าที่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยากินแล้วถ่ายไว้ มันจึงมีต้นพุทราเต็มไปหมด

       คำตอบนี้สร้างความฮาเฮให้กับผู้ฟังคนไทยมาก และก็สอดรับกับชุดความจำที่ว่าพม่าได้เผาบ้านเผาเมืองอยุธยา เผาลอกทองพระศรีสรรเพชญ์ที่วัดนี้ไป อะไรพังๆ ในอยุธยา ก็ยกการกระทำนี้ให้ทหารพม่าเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้วรับไปให้หมด

Sponsored Ad

       สำหรับผมแล้ว ในช่วงนั้นได้แต่ยิ้มๆ แบบไม่รู้ และตอบเลี่ยงๆ ว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันน่าจะมีคำอธิบายที่ดีและสมเหตุผลกว่านี้แน่ๆ เพราะนี้เป็นเขตโบราณสถานสำคัญ

       จนกระทั่งเมื่อผมต้องค้นคว้าเอกสารทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในเรื่องเกี่ยวกับการเมืองไทยปี 2500-2516 ผมก็ได้มีโอกาสมานั่งเปิดวารสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

       ที่หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งเก็บรวบรวมหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับและวารสารต่างๆ ทั้งฉบับเย็บเล่มไว้จำนวนมาก อันเป็นคุณูปการยิ่งแก่นิสิตนักศึกษาเยี่ยงผม

       ในที่สุด ก็พลิกไปเจอสกู๊ปและภาพถ่าย ที่เขียนและถ่ายภาพโดยคุณ』รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนแห่งสยามรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นฉบับในราวปี 2505 เป็นเรื่องต้นพุทราในพระราชวังหลวงอยุธยา

Sponsored Ad

       รงค์เล่าว่า ต้นพุทราในบริเวณโบราณสถานต่างๆ ในอยุธยาที่อยู่ในการดูแลของกรมศิลปากรนั้น ได้มีการปลูกขึ้นมาในช่วงหลายปีก่อนปี 2500 ทั้งนี้เพราะกรมศิลป์ฯที่อยุธยาต้องการที่จะหาวิธีในการควบคุมหญ้าที่ขึ้นรกมาก

       แต่มีกำลังแรงงานเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการด้านนี้ไม่พอเพียง ดังนั้น จึงเลือกที่จะปลูกต้นพุทราในเขตโบราณสถาน เพราะเมื่อต้นพุทราสูงใหญ่แผ่กว้าง ต้นหญ้าก็ขึ้นไม่ได้

       อีกปัจจัยหนึ่งก็ต้องการหารายได้จากต้นพุทรา เพราะขนมยอดฮิตของยุคสมัยที่ใครๆ ไปเที่ยวงานวัดในแถบภาคกลางต้องซื้อติดมือเป็นของฝาก คือ พุทรากวน 

       ทั้งนี้ กรมศิลป์ฯอยุธยามีเงินจ้างแรงงานเพื่อช่วยดูแลโบราณสถานไม่มากนัก จึงหารายได้เพิ่มจากพุทราเพื่อนำมาใช้เป็นค่าจ้างแรงงานรายวัน จึงให้มีการจ่ายค่าเก็บลูกพุทราต้นละ 5 บาท ก็ถือว่าได้ราคาทีเดียวในยุคดังกล่าว

       ผู้ที่ซื้อเก็บลูกพุทราเพื่อนำไปขายทั้งสด และไปทำพุทรากวน รงค์ได้ถ่ายภาพถึงวิธีการเก็บพุทรา โดยมีคนจับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ทั้งสี่มุม แล้วมีอีกคนใช้ไม้ยาวเกี่ยวเขย่าให้พุทราร่วงลงมา

       นี้คือคำตอบว่า ทำไมพระราชวังหลวงอยุธยาจึงมีต้นพุทราจำนวนมาก คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เล่าว่า อ.มานิต วัลลิโภดม นักโบราณคดีแห่งกรมศิลป์ฯ คือเจ้าของไอเดียปลูกต้นพุทราในเขตโบราณสถานอยุธยานั้นเอง

       เรื่องนี้ทำให้เรารู้อีกอย่างว่า เรื่องที่เราเชื่อๆ กันเกี่ยวกับอยุธยาด้านต่างๆ นั้น ทหารพม่าจากอังวะเมื่อกว่า 200 ปีที่แล้วไม่ได้รู้เห็น ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เรามโนกันไปเองต่างหาก เล่าสู่กันฟัง โดย ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

       เป็นอย่างไรกันบ้างคะเพื่อนๆ กับสาระดีๆ ที่ไข่เจียวนำมาฝากในวันนี้ หากใครชอบคิดว่ามีประโยชน์ก็อย่าลืมแชร์กันออกไปให้คนอื่นได้ดูด้วยนะคะ

ข้อมูลและภาพ จาก kaijeaw