ช้ำหนัก ! หลังสาวไป "ผ่าตัดไส้ติ่ง" เธอก็มักจะปวดท้องเสมอ ก่อนไปตรวจครั้งล่าสุด ถึงได้รู้ความจริง ไตหายไปแล้ว !!

น่าเศร้าจริงๆค่ะ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนใกล้ตัวขนาดนี้ !
Sponsored Ad

    สาวอินเดียสุดช้ำ หลังไปผ่าตัดไส้ติ่ง ก็มักจะปวดท้องและปวดหลังนานแรมปี แต่อาการของเธอก็ไม่ดีขึ้น ล่าสุดไปหาหมอตรวจ ถึงได้พบความจริงสุดช็อกว่าไตของเธอหายไปแล้ว พอรู้ตัวคนทำยิ่งช้ำหนัก ทำไมถึงทำกันได้ลง!!

Sponsored Ad

    เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า นางริตา สารขาร หญิงสาวอินเดีย วัย 28 ปี ได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรมและต้องการดำเนินคดีกับ นายพิศวาจิต สารขาร ผู้เป็นสามีสุดที่รัก หลังจากที่เธอค้นพบความจริงสุดช็อกที่ทำให้ใจสลายว่า เขาได้แอบลักลอบขโมยไตของเธอไปขายในตลาดมืด เพื่อเป็นการแก้เผ็ดที่ครอบครัวของเธอจ่ายเงินค่าสินสอดให้เขาน้อยเกินไป  

    เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นริตามีอาการปวดท้องมาก พิศวาจิตก็ทำตัวเป็นสามีที่ดี เขาพาเธอไปรักษาที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองกัลกัตตา เจ้าหน้าที่บอกริตาว่าเธอเป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่ผ่าตัดเอาไส้ติ่งที่อักเสบออกไป เธอก็จะหายเป็นปกติ เธอจึงยินยอมให้ผ่าตัดแต่โดยดี แต่ในระหว่างการผ่าตัดนั้น แพทย์ไม่ได้เอาแค่ไส้ติ่งของเธอออกมาอย่างเดียว พวกเขาได้แอบตัดไตข้างขวาของเธอออกมาด้วย ตามแผนการของพิศวาจิต ซึ่งเขาก็ได้ลักลอบเอามันไปขายในตลาดมืดอีกทีหนึ่ง

    พิศวาจิตกำชับไม่ให้ริตาบอกใครเรื่องการผ่าตัดดังกล่าว ซึ่งเธอก็รับปาก และหลังจากวันนั้น ริตาก็มีปัญหาสุขภาพมาโดยตลอด เธอมักจะปวดท้องและปวดหลังบริเวณบั้นเอวอยู่เป็นประจำ เวลาผ่านไปเป็นปี ๆ อาการของเธอก็ไม่ดีขึ้น เธอเอ่ยปากขอร้องสามีให้พาเธอไปหาหมอ แต่เขาก็ทำหูทวนลม ไม่สนใจเธอ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ริตาทนทรมานไม่ไหวอีกต่อไป พ่อและแม่จึงพาเธอไปตรวจร่างกายที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเบงกอลเหนือ ผลที่ได้นั้นทำให้ทุกคนช็อกมาก เพราะแพทย์พบว่าเธอมีไตแค่ข้างเดียว ตอนแรกริตาไม่เชื่อหมอ จึงไปตรวจร่างกายอีกที่เพื่อให้แน่ใจ และผลที่ได้ก็ออกมาเหมือนกัน ไตข้างขวาของเธอหายไปจริง ๆ 

Sponsored Ad

    สำหรับชีวิตของริตานั้น เธอแต่งงานกับพิศวาจิต เมื่อปี 2548 และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน อายุ 11 ขวบ ชีวิตแต่งงานของเธอไม่ได้มีความสุขนัก เนื่องจากครอบครัวสามีไม่พอใจกับจำนวนค่าสินสอดที่พวกเขาได้รับ พวกเขาตั้งค่าสินสอดไว้ที่ 200,000 รูปี หรือประมาณ 98,800 บาท ซึ่งทางบ้านริตาไม่สามารถหาเงินมาได้พอกับจำนวนนี้ ครอบครัวสามีจึงโขกสับเธอมาโดยตลอด แต่ริตาก็คาดไม่ถึงว่าสามีจะทำกับเธอถึงขนาดแอบขโมยไตไปขาย

    "เมื่อ 2 ปีก่อน ฉันปวดท้องมาก สามีจึงพาฉันไปหาหมอที่กัลกัตตา เขาและเจ้าหน้าที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าฉันจะไม่เป็นไร แค่ผ่าเอาไส้ติ่งอักเสบออกก็หายแล้ว แต่หลังจากนั้น สามีบอกฉันว่าไม่ให้บอกใครเรื่องการผ่าตัด ตอนที่อาการของฉันแย่ ฉันขอให้เขาพาฉันไปหาหมอ แต่เขาก็ไม่เคยสนใจไยดีฉันเลย"

    "และแล้วฉันก็ตระหนักได้ว่าทำไมสามีถึงสั่งให้ฉันปิดปากเงียบเรื่องการผ่าตัด เขาแอบเอาไตฉันไปขาย เพราะที่บ้านฉันจ่ายเงินค่าสินสอดให้เขาไม่มากพอ" ริตา กล่าวอย่างช้ำใจ

    หลังจากรับรู้ความจริง ริตาก็เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจฟารักกา ในเบงกอลเหนือ เพื่อเอาผิดกับสามี รวมทั้งพี่ชาย และแม่ของเขา ซึ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามจับกุมพิศวาจิตและพี่ชายของเขาได้แล้ว ส่วนแม่ของเขายังคงหลบหนีอยู่ โดยจากการสอบสวน พิศวาจิตรับสารภาพว่าเป็นเรื่องจริง เขาแอบขโมยไตของภรรยา แล้วนำไปขายให้กับนักธุรกิจในรัฐฉัตตีสครห์ ซึ่งหลังจากนี้ ตำรวจจะเข้าไปสอบสวนคลินิกในกัลกัตตา ผู้ทำการผ่าตัด และจะแกะรอยหาตัวแก๊งลักลอบค้าอวัยวะ เพื่อขยายผลจับกุมต่อไป 

    ทั้งนี้ในประเทศอินเดีย วัฒนธรรมสินสอดจะแตกต่างจากประเทศไทย โดยครอบครัวฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายจ่ายค่าสินสอดให้กับครอบครัวฝ่ายชาย และถึงแม้ว่าการเรียกค่าสินสอดจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2504 แต่มันก็ยังเป็นวัฒนธรรมที่หลาย ๆ ครอบครัวปฏิบัติกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

ข้อมูลและภาพจาก kapook