หนุ่มใจกล้า! ตัดสินใจซื้อ "บ้านผีสิง" สภาพเก่าทรุดโทรม มาพลิกโฉมจนเหมือนบ้านใหม่ สวยลืมความน่ากลัว!

หนุ่มใจกล้า! ตัดสินใจซื้อ "บ้านผีสิง" สภาพเก่าทรุดโทรม มาพลิกโฉมจนเหมือนบ้านใหม่ สวยลืมความน่ากลัว!
Sponsored Ad

        เมื่อไม่นานมานี้สมาชิกหมายเลข 1415794 จากเว็บไซต์พันทิปได้ออกมาโพสต์ แชร์ประสบการณ์ รีโนเวทบ้านกลางป่า ในสภาพทรุดโทรม หรือหลายๆ คนจะเรียกว่าเป็นบ้านผีสิง ให้มาเป็นบ้านใหม่อย่างหรู โดยได้โพสต์เล่าว่า.. "เมื่อผมบังเอิญไปซื้อบ้านผีสิง ริมแม่น้ำมาเรโนเวท"

Sponsored Ad

        สวัสดีครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบชีวิตอิสระ เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใหม่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ และก็มองหาโอกาศการลงทุนใหม่ๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต มันจึงเป็นเหตุบังเอิญให้ผมได้พบกับบ้านผีสิงหลังนี้

        เรื่องราวมันเริ่มจากที่ผมรักในชีวิตกลางแจ้ง ท่องเที่ยวไปยังป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ จนผมได้ค้นพบว่า ไม่มีป่าที่ใดในเมืองไทยที่รู้สึกดิบ ลึกลับน่าผจญค้นหา ไปมากกว่าผืนป่าตะวันตกของประเทศ ที่มีขนาดมหึมาครอบคลุมติดต่อกันหลายจังหวัดต่อเนื่องเข้าไปยังฝั่งของประเทศพม่า ความลึกลับต้องมนต์นี้เอง ที่สร้างแรงบัลดาลใจให้ตัวละครในนิยายเดินป่าอมตะหลายๆเรื่องอย่าง ล่องไพร สมิงไพร และเพชรพระอุมา เข้าไปผจญภัยเสี่ยงโชค ด้วยความหวังที่จะได้เจอสมบัติล้ำค่ากลางป่าลึก ซึ่งสำหรับตัวผมแล้ว สิ่งที่ได้เจอก็คือบ้านหลังนี้นั้นเอง

        จำคร่าวๆ ได้ว่า เมื่อฤดูฝนประมานสามสี่ปีที่แล้ว ผมได้เดินทางท่องเที่ยวไปทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตอุทยานแห่งชาติผืนใหญ่ ด้วยความที่ไม่คุ้นเส้นและสภาพความเป็นป่าทำให้การจะสอบถามทางจากชาวบ้านทำได้ลำบากเพราะไม่ค่อยจะมีบ้านเรือนเท่าใดนัก จึงได้พึ่งพาการนำทางของเจ้า Google Map    ตอนนั้นหลังจากเที่ยวถ้ำละว้าเสร็จก็อยากจะเดินทางต่อไปยังอำเภอทองผาภูมิ นั้นจึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมาพบบ้านหลังนี้  ผมขับรถตามทาง Google ไปเรื่อยๆจากสภาพสองข้างทางที่เป็นสวนปาล์ม สวนยาง ผ่านหมู่บ้านคนบ้างประปราย ก็เปลี่ยนเป็นป่าทึบในเขตอุทยานแห่งชาติ มีหน้าผาหินปูนสูงชั้นขนาบรอบทิศ แล้วในที่สุดมันก็พาผมมาสุดที่ริมตลิ่งของแม่น้ำแควน้อย ซึ่งสภาพที่เห็นนั้นสะพานในแผนที่มันพังสลายไปนานแล้ว ด้วยความรู้สึกที่ทั้งกังวล ทั้งเจ็บใจ และทั้งกลัว แม้จะเห็นเห็นเสาสัญญานมือถืออยู่ลิบๆ บนหน้าผาฝั่งตรงข้าม ซึ่งหมายถึงโลกแห่งความเจริญเบื้องหน้า แต่เราก็ไม่สามารถข้ามไปได้ จึงต้องตัดสินในย้อนกลับทางเดิม

        และเมื่อขณะที่กำลังกลับรถอยู่นั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายปริศนาสีขาวๆแถบน้ำเงินมีตราสัญลักษณ์ธนาคารแห่งหนึ่งห้อยติดอยู่กับต้นไม้รกทึบ จึงพยายามเพ่งเข้าไปทางด้านหลัง ก็เห็นเงาลางๆของสิ่งปลูกสร้างทมึนๆอยู่ใต้เงาไม้ที่รกทึบ จังหวะนี่เองที่สัญชาตญาณดิบของนักลงทุน มันบอกว่าให้ลุยเข้าไปดูให้แน่ซิว่า มันคืออะไร อาจจะเป็นซากเมืองมรกตที่เขาตามหากันในนิยายก็เป็นได้

และนี้คือสิ่งที่ผมเจอครับ

เจอกันสภาพนี้ ถ้าเป็นเพื่อนๆจะสู้ หรือจะถอยดีครับ

ภาพรอบๆ เต็มไปด้วยซากปรักหักพังครับ

กองหินข้างล่างนี้ อาจเคยเป็นน้ำพุ 

        เราก็ใจดี สู้เสือ เดินเข้าไปเก็นรายละเอียดในตัวบ้าน เข้ามาถึงตอนนี้ผีไม่กลัวแล้วครับ กลัวงู กับ ต่อแตนมากกว่า 

ร่องรอยของอารยธรรมมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

Sponsored Ad

ที่แห่งนี้คงเคยเป็นครัวมาก่อน

แล้วก็ห้องน้ำ

        ในใจก็นึก ใครหนอช่างสรรหาทำเล ใจกลางป่าลึกอย่างนี้ ยังมาสร้างเอาไว้ซะอลังการ เดินสำรวจอ้อมมาทางหน้าบ้าน สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นครับ  มุมนี้เห็นแล้วตกหลุมรักเลย หุ่นเป๊ะ โครงเป๊ะ จับอาบน้ำสักหน่อย ออกมาน่าจะสวยเลย งานคุณภาพโครงสร้างวัสดุยุค 80s อารมณ์ Log Home 

        ซักพักได้ยินเสียงเหมือนคนกระซิบกระซาบกัน เสียงเหมือนกำลังวุ่นๆทำอะไรกันซักอย่าง เลยต้องพิสูจน์ ค่อยๆย่องตามเสียงไปดู ลงเนินไป ในใจก็นึก อูย.......จะเจออะไรว้า แล้วก็ไปเจอนี้ครับ อ้อเสียงน้ำในคุ้งนี่เอง วิวใช้ได้เลย

        เห็นอย่างนี้ปุ๊ป ไม่ไหวแล้วครับ ไม่รอช้า รีบไต่ขึ้นเนินกลับไปที่รถ จดเบอร์ธนาคารโทรติดต่อทันที 

        พอโทรไปก็แจ้งเจ้าหน้าที่ครับว่าเราสนใจทรัพย์ตัวนี้ของทางธนาคารครับ ขนาดเท่าไร ราคาเท่าไร คำตอบแรกที่ได้ทำเอาใจสลายเลยครับ เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ทรัพย์ตัวนี้ระงับการขายชั่วคราว ........................ ไอ้เราก็ใจร่วงลง ไปอยู่ที่ตาตุ่ม ..........นึกในใจว่า อดซะแล้ว..............แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่จบ บอกว่าที่งดขายชั่วคราวเพระากำลังทำเรื่องขออนุมัติลดราคาพิเศษ เพราะขายไม่ออกมานานแล้ว ........ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนขึ้นสวรรค์เลยครับ ใจชื้นขึ้นมาหน่อย พระเจ้าเข้าข้างเราแล้ว เขาบอกให้รออีกหนึ่งอาทิตย์ ยอดราคาใหม่น่าจะอนุมัติมา เราก็เตรียมตัวเลยครับ ทองผาภูมิอะไรยังไงไม่ไปมันแล้ว กลับบ้านมานั่งลุ้น เตรียมเอกสารยื่นซื้อ........เสนอราคาไปต่ำกว่าที่ธนาคารประกาศอีกซักนิดนึง เผื่อฟลุ๊คอนุมัติขายมา

        ระหว่างนั้นก็ทำการบ้านครับ สิ่งปลูกสร้าง บ้านสองหลังวัสดุเกรดเอ หลังคามุงกระเบื้องดินขอ ผนังก่อฉาบแล้วกรุไม้หรือหินกาบทับอีกที พื้นคสลใ ปูทับด้วยไม้แดง ถ้าสร้างใหม่สมัยนี้ทั้งของ ทั่งแรงน่าจะทำเอากุมขมับไปเลย

        พื้นที่ใช้สอยรวมคำนวนได้ 500 ตารางเมตร ที่ดินขนาด 2 ไร่ 2 งานติดแม่น้ำแควน้อย กดเครื่องคิดเลขได้ดังนี้ครับ

บ้าน 500 ตารางเมตร x   20,000  บาท สภาพ 40%  = 4,000,000 บาท
ที่ดิน 2 ไร่ 2 งาน      x   500,000 บาท                  = 1,250,000 บาท
ศาลาริมน้ำ ตกแต่ง Landscape ถือเป็นของแถมไป ไม่ตีราคา

เบ็ดเสร็จ มูลค่ารวม 5,250,000 บาท แต่เสนอธนาคารไปต่ำว่านั้น ระหว่างรอธนาคาร ก็ภาวนาไปครับ เช้าเย็น เช้าเย็น

        สามอาทิตย์ผ่านไป ธนาคารผู้น่ารักก็นัดโอน บ้านหลังนี้ก็มาเป็นของเราโดยสมบูรณ์ครับ เมื่อโอนเสร็จก็ได้เวลาเตรียมทัพ เข้าไปจัดการกำจัดสภาพผีสิงให้หมดไปจากบ้านครับ 

        เมื่อโอนที่ดินเสร็จ ก็ทำให้รู้ประวัติคร่าวๆครับว่าตัวบ้านขออนุญาติปลูกสร้างในปี 2530 ซึ่งอันที่จริงก็พอจะเดาได้จากงานสถาปัติย์ของตัวบ้านครับ ทั้งหินกาบเอย หลังคากระเบื้องดินขอเอย เป็นอะไรที่นำเทรนยุค Post-Modern แห่งยุค 1980's แบบสุดๆ สมัยนั้นฮิตมาก เหมือนที่ยุคนี้เขาฮิต Loft กัน

        สิ่งหนึ่งที่ผมชอบบ้าน อาคารที่ถูกสร้างในยุค 80's กับ 90's ต้นๆก็คือ สมัยนั้นเศรษฐกิจมันดีมากครับ และคนส่วนใหญ่ก็คิดว่าสิ่งดีๆเหล่านั้นมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ และจะยั่งยืนตลอดไป ชีวิตมันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป แล้วมันก็สะท้อนมาในงานสถาปัตย์ที่ บ้าน อาคารจึงถูกออกแบบให้เสมือนว่ามันจะต้องอยู่ตลอดไป คุณภาพวัสดุที่ไม่มีอั้น แล้วมันก็เลยทำให้อาคารเหล่านี้อยู่มาได้นาน ทั้งๆที่บางครั้งถูกละเลยด้วยซ้ำ ถ้าใครไม่เกี่ยงเรื่องตามแฟชั่น ก็อยากแนะนำให้มองหาบ้านยุคนี้ดูไว้ครับ ราคา VS คุณภาพส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มค่าครับ (ปล.มันแล้วแต่คนสร้างด้วยนะครับเรื่องคุณภาพ แต่ส่วนใหญ่จะดี) 

        เล่าประวัติบ้านเสร็จก็นำเหล่าทหารกล้ามาลุยต่อครับ สางต้นไม้รอบๆบ้าน เก็บต้นใหญ่ๆหน้า สี่นิ้วขึ้นไปไว้เพื่ออนุรักษณ์ธรรมชาติ เอาเถาวัลย์กับหญ้ารกๆออกก่อน

Sponsored Ad

วัดขนาดของหน้าต่าง ประตูที่ผุพังไป เพื่อเตรียมสั่งใหม่มาซ่อมแซม

        สำรวจความเสียหายของวัสดุตกแต่ง พื้นเดิมนี้อย่างดีครับ เป็นไม้แดงจึงคงทนมากว่า 30 ปีทั้งๆที่บางจุดหลังคารั่ว น้ำหยดใส่บ้าง 

        ภาพห้องใต้หลังคาครับ ซึ่งเป็นชั้น สามของบ้าน ชอบตรงนี้เหละ เป็นโรคแพ้บ้านที่มีห้องใต้หลังคา ไม่รู้เป็นไร

        เมื่อสางรอบๆบ้านเสร็จ สภาพก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็นครับ ในพื้นที่มีแบบนี้อยู่สองหลัง 

พอจะมีแววไหมครับ

        เมื่อเคลียร์พื้นที่โดยรอบเสร็จ ก่อนจะเริ่มซ่อมแซม เราต้องมากำหนด Theme และอัตลักษณ์ให้บ้านก่อน เพื่อไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง สำหรับผมแรงบันดาลใจเหล่านี้มักจะค้นหาจากการได้สำผัสกับสถานที่นั้นๆครับ

        โจทย์ที่ได้คือ เมืองกาญคือป่า  แต่อะไรที่ทำให้ป่าเมืองกาญต่างจากที่อื่น?? ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ความลี้ลับ เรื่องขุมทรัพย์ที่เขาล่ำลือว่ามันอยู่ในถ้ำที่ไหนซักแห่ง ผสมปนเปกันจนสรุปได้ว่า  มันคือป่าของเหล่าหู้กล้า นักผจญภัย และนั้นคือแรงบันดาลใจของบ้านหลังนี้ึครับ มันคือบ้านของ ระพินทร์ ไพรวัลย์,  ศักดิ์ สุริยัน และ Indiana Jones

        เมื่อ Theme ตกผลึกแล้วก็เริ่มซ่อมได้เลยครับ หลังจากถางรอยๆบ้านเสร็จก็ เริ่มซ่อมหลังคาครับ เรื่องนี้สำคัญมาก บ้านส่วนใหญ่จะร้างไม่ว่า ขออย่างเดียวอย่าให้น้ำเข้าบ้านครับ จะร้างกี่ปีก็มีแค่ฝุ่นจับ แต่ถ้าน้ไเข้านี่ เตรียมลาโลกได้เลย ซื้อมาปุ๊บจึงต้องรีบซ่อมหลังคาก่อน

        กระเบื้องดินขอแบบนี้ราคาต่อตารางเมตรสูงอยู่ครับ เพราะต้องวางแปถี่ และตัวกระเบื้องเองอย่างดีก็ราคาประมาน 7 บาทต่อแผ่น ตารางเมตรนึงใช้ 150 แผ่น เบ็จเสร็จ ค่าของ + แรง ก็ประมาน 1800 บาทครับ เทียบกับลอนคู่ที่ประมาน 200+ บาท และซีแพคที่ 400+บาทต่อตารางเมตร แค่ถ้าใครอยากได้ลุคนี้ ก็ขอแนะนำพวก ตราช้าง ไอยราก็ได้ครับ มุงแล้วดูคล้ายๆกัน เรื่องรั่วซึมก็น้อยกว่า ราคาก็ตกอยู่ประมานที่ 1000+ บาทต่อตารางเมตร อันนี้ถ้าไม่ใช่มากับบ้านอยู่แล้ว ผมก็คงไม่ใช่ครับ ยกเว้น คน ชอบจริงๆ 

        ซ่อมไปๆ ช่างก็เจอรังผึ้งครับ เลยขออนุโมทนา น้ำผึ้งมาแก้กระหายสักนิดนึง ผึ้งทำรังอยู่ในโครงหลังคาบ้าน รักเลยเป็นสี่เหลี่ยมสวย อย่างกับผึ้งเลี้ยงเลย แต่น้ำผึ้งป่านี้รสชาด สุดยอดครับ

.

เย็นๆ ก็ กินข้าวจี่ จิ้มน้ำผึ้ง  ริมแคว แบบนี้

บรรยากาศ ฟินไปอีก .....คุ้มค่าเหนือยไปเลย 

        พอซ่อมหลังคาเสร็จ เราก็มาเริ่มทำภายในบ้านกันต่อครับ ของเดิมเขาใช่ฝ้ายิปซั่มตีไว้ ถ้าโดนน้ำนิดเดียวก็เสียหายแล้ว พอมาซ่อมใหม่ก็เลยเจาะจงใช้เป็นพวก ไฟเบอร์ซีเมนต์ครับ เพราะในอนาคตถ้าหลังคา รั่วบ้าง ฝ้าก็จะไม่เสียหายเท่านยิปซั่ม ระยะยาวค่าดูแลรักษาน่าจะน้อยกว่า 

Sponsored Ad

.

        เฉพาะค่าของยิปซั่มจะตกตารางเมตรละ 45 บาท (ค่าแรง+ค่าของโครงสร้างฉาบที่เหลืออีก 100 บาท) ส่วนไฟเบอร์ซีเมนต์จะตก 100 บาทครับ (ค่าแรง+ค่าของที่เหลืออีก 100 บาทอีกเช่นกัน)   โดยรวมต้นทุนจะต่างกันอยู่ 50 บาทต่อตารางเมตรแต่ผมคิดว่าระยะยาวไม่จุกจิดครับ ใครจะทำบ้านลองรับไปพิจารณา

        ก่อนจะติดตั้งฝ้า เราก็จัดการใส่ฉนวนก่อน ของเดิมสภาพนี้ครับ ฉนวนเป็นแค่แผ่นสะท้อนความร้อนเฉยๆ มีค่า Rt ไม่มากเท่าไร ช่วยได้น้อยมาก

        ของใหม่จึงเลือกอย่าหนา 6 นิ้วครับ โครงอะไรที่ยังใช้ได้เราก็ใช้ต่อไปครับ อากาศในป่าริมแม่น้ำจริงๆ ไม่ร้อนเท่าไร แต่ถ้าหลังคารับแดดตรงๆก็ไม่ไหว พอใส่ฉนวนแล้ว แค่พัดลมก็สบายตัวแล้ว

.

        ด้วยคอนเซปท์ของความเป็นบ้านในป่า แนว Jungle Lodge ผมจึงเลือกใช้ไม้เทียมลายไม้ทำฝ้าครับ หนึ่งลดปัญหาเรื่องปลวก และสอง ต้นทุนที่ถูกกว่าไม้จริงเกือบสามเท่า และ สามฝ้าเป็นของไกลตา จะใช้จริงหรือเทียมถ้าไม่สังเกตุจริงจัง จะไม่รู้สึกถึงอารมณ์ที่แตกต่างครับเมื่อทาสีแล้ว

ก่อนอื่นพ่นยากันปลวกที่โครงไม้เดิม

ใส่ฉนวนแล้วก็ติดตั้งไม้ฝาและฝ้า

.

Sponsored Ad

.

.

        จริงๆหลังนี้ซ่อมง่าย และประหยัดมากเลยครับ งานส่วนใหญ่แถบจะเรียกได้ว่าเป็นงาน Cosmetic ไม่มีงานโครงสร้างหนักอะไรเลยให้ต้องซ่อม

        งานระเบียงพื้นนี้ น่าจะเป็นงานใหญ่สุดแล้วของหลังนี้ เริ่มด้วยการรื้อไม้ผุๆ เดิมออก เจ้าของเดิมเขาสร้างเป็นระเบียงไม้จริง ยื่นออกมาหน้าบ้านทางฝั่งแม่น้ำ เป็นส่วนโล่ง ไม่มีหลังคาคลุมครับ ระยะเวาลากว่า 30 ปี ต่อให้เป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้แดง มันก็ผุกร่อนไปตามการเวลา ของใหม่ผมก็เลยใส่หลังคาโปร่งแสงคลุมไปครับ กะจะปลูกไม้เลื้อย พวกเล็บมือนางให้เลื้อยคลุมให้ร่มเงา

ช่างกำลังรื้อของเดิมออก

แล้วก็ใส่ไม้ใหม่เข้าไป

.

        ด้วยความที่เราต้องการประหยัดก็เลยนำไม้เก่าที่เคยใช้ปูในตัวบ้านกองนี้ มารีไซเคิ้ลปูระเบียงไปครับ

        ในตัวบ้านผมตั้งใจจะไม่ปูไม้แล้วเพราะ อยากให้อารมร์ที่ดิบกว่านั้นหน่อย จะขัดมันสีออกเปลือกไข่เพื่อที่จะได้อารมณ์ ซาฟารี

ปูระเบียงเสร็จก็ได้แบบนี้ครับ ใกล้ความจริงแล้ว

        ตอนนี้ลมแรง ไฟฟ้าที่บ้านดับครับ ใช้คอมไม่ได้เลย ขออภัยยังอัพเดทไม่ได้ครับ หลังจาก ปูพื้นเสร็จก็รีบตั้งเสาเพื่อทำหลังคาป้องกันฝนโดนไม้พื้นครับ เดี๋ยวจะบิดตัวเสียหายเสียก่อน

        หลังจากนั้นก็ใส่หลังคาโปร่งแสงครับ ตรงนี้ตั้งใจว่าจะปลูกต้นไม้เลื้อย เป็นต้นเล็บมือนางครับ

.

        สมัยนี้อุปกรณ์ วัสดุอะไรมันก็ใช้ง่ายไปหมด ส่วนตรงนี้ ใช้ช่างสองคนทำสองวันเองครับ ใครอยากทำซุ้มไม้เลื้อยแบบมีหลังคาคลุมไม่ให้เปียกฝน ผมขอแชร์ประสปการณ์แนะนำครับว่า ต้นที่จะปลูกได้เท่าที่รู้ มีเล็บมือนาง กับ ลดาวัลย์ครับ

เล็บมือนาง

ลดาวัลย์

        ส่วนอันอื่นที่เคยทดลองแล้วไม่สำเร็จคือ พวงคราม กับ จันทร์กระจ่างฟ้าครับ สองต้นนี้ชอบแดดจัดมาก มีหลังคาโปร่งแสงคลุมนิดเดียวก็เลื้อยหนี ไม่ยอมเลื้อยอยู่ใต้หลังคาครับ

หลังจากนั้นก็เริ่มลุยในส่วนของห้องน้ำครับ

        บ้านหลังนี้โชคดีมากที่ระบบท่อน้ำ ทดสอบแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย ยังสมบูรณ์อยู่ ไม่รั่วไม่ซึมงานจึงเบาครับ ไม่มีอะไรมากนอกจาก ตกแต่งผนังใหม่ด้วยไม้เทียมแทนของเก่า ที่เป็นกระเบื้องมันๆลายยุค 80s

อันนี้ของเดิมครับ

        ให้ช่างจัดการทาปูนกาวเข้าไป ต้องใช้พวกยึดเกาะสูงพิเศษเช่น......ถุงสีทอง อะไรประมานนั้นเพราะเป็นการปูทับกระเบื้องเก่า

ถอดอุปกรณ์ห้องน้ำออกให้หมดก่อน

แล้วทากาว พร้อมติดไม้เทียมลงไป

        โถส้วนยังใช้งานได้ดีครับ ไม้ต้องเปลี่ยนอันใหม่ แค่เปลี่ยนลูกยางบางจุด กับฝารองนั่งตัวใหม่ เดี๋ยวนี้มีขายทั่วไป ตามโฮม... ตามไท.... รวมแล้วก็ประมาน 800 บาท ต่อเซ็ท ดีกว่าไปซื้อชักโครมใหม่อีกอย่างต่ำ 3000 กว่าบาท

Sponsored Ad

ปูเสร็จ ทั้งกระเบื้องพื้นและผนัง ห้องน้ำก็ออกมาหน้าตาประมานนี้ครับ 

.

.

.

        เสร็จแล้วก็ทาสีโปร่ง สำหรับทาไม้เทียมเข้าไปก็จะได้ลายไม้ดูคล้ายๆไม้จริงขึ้นมาครับ ประมานนี้ ได้อารมณ์ Tribal มากๆ ขอคั่นจังหวะนะครับ หลายคนสับสนว่าบ้านหลังนี้เคยลงแล้วหรือเปล่า บางคนจำผิดไปเป็นบ้านที่ดอยอินทนนท์นะครับ อันนี้ไม่ใช่นะครับ อยู่ที่ไทรโยค กาญจนบุรีนะครับ ที่เชียงใหม่มันหลังนี้ เพิ่งไปมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วครับ คนละอันกันนะ อันนั้นเสร็จมานานมากแล้ว

.

.

ชมคลิป..

        ส่วนเรื่องประวัติตัวบ้านไม่มีอะไรมากครับ เขาสร้างไว้สมัยฟองสบู่ฟู่ฟ่า แล้วพอฟองสบู่แตกปี 40 ธนาคารก็ฟ้อง ปี 45 ก็ยึดขายทอดตลาดแล้วก็ร้างตั้งแต่นั้นมา ราคาจำนองตอนแรกสุดสมัยนั้นกับธนาคาร 5,000,000 บาทถ้วนครับ

        หลังจากงานหลักๆของตัวบ้านจบ ก็มาทำราวระเบียงครับ ด้วยคอนเซ็ปของบ้านในป่า ยุค 1940s 
ผมก็เลยออกแบบให้เป็นการนำไม้ท่อน ขัดเหลาเพียงแค่หยาบๆมาทำราวระเบียง เพื่อที่จะได้ความรู้สึกดิบๆ เป็นบ้านป่าๆ 

ทำออกมาก็ได้ประมานนี้ครับ

.

.

.

.

        หลังจากงานหลักๆของตัวบ้านจบ ก็มาทำราวระเบียงครับ ด้วยคอนเซ็ปของบ้านในป่า ยุค 1940s  ชผมก็เลยออกแบบให้เป็นการนำไม้ท่อน ขัดเหลาเพียงแค่หยาบๆมาทำราวระเบียง เพื่อที่จะได้ความรู้สึกดิบๆ เป็นบ้านป่าๆ  ทำออกมาก็ได้ประมานนี้ครับ กลับมาที่ห้องน้ำบ้าง อารมณ์ของบ้านป่าหลักๆก็คือ ความที่มันต้องพยายามอยู่ให้ได้อย่าง ศิวิไล สะดวกสะบาย บนความขัดสนของวัสดุ และทรัพยากร มันจึงจำเป็นต้องดัดแปลงสิ่งของรอบๆตัวมาใช้ หนึ่งในนั้นผมก็เลยให้ช่างพับสังกะสี มาทำเป็นอ่างล้างหน้าครับ

ค่าทำตกต่ออันก็แค่อันละ 150 บาทครับ

ได้อารมณ์พวก Diesel Punk, Steam Punk หน่อยๆ

        แล้วคอนเซ็ปท์นี้ก็ลามไปถึงการนำ โรลสายไฟฟ้ามาทำเป็นโต๊ะกาแฟด้วย แต่อันนี้น่าจะเห็นก็บ่อยอยู่เพราะ มันเป็นแบบที่นำยมในหมู่สาวก ชาวลอฟท์

.

        ขัดๆนิดหน่อย โป๊วด้วยขี้เลื่อยผสมกาวต่อไม้ชนิดผง(มีขายที่ Home......) แล้วทาสีย้อมไม้ก็ออกมาได้แบบนี้ครับ เรื่องความขี้เหนียวยังไม่จบครับ ไปเดินดูตู้ cupboard อารมณ์ rustic หน่อยๆตามร้านเฟอร์พวก อินเด็กซ์ เอสบี คริสตัล แล้วหน้ามืดกับราคา หลักหมื่นกว่าๆ ไปจนถึงแสนกว่าบาท ไอ้เราเดินไปก็งงไปครับ ว่ามันจะอะไรกันนักหนา บางตัวก็โครงไม้สน ไม้ยางจอยท์ธรรมดาด้วยซ้ำ แล้วก็บังเอิญเจอเพื่อนบ้านเขาจะทิ้งตู้กับข้าวยุค 90s ของเขาอยู่พอดี เลยขอซื้อต่อมาในราคา 800 บาทครับ 

        สภาพที่ได้มาก็ประมานนี้ ข้อดีของเฟอร์ยุคนั้นก็คือโครงด้านในยังนิยมใช้ไม้สักอยู่ ถึงผิวด้านนอกจะนิยมพวก Formica ที่ไม่ค่อยคงทนเท่าไร แต่ก็ยังดีกว่าของยุคหลังจากนั้นมาที่ เป็นไม้ MDF บ้าง HDF บ้าง ไม้ยางจอยท์บ้าง ที่พอจะเดาได้ว่าไม่น่าเกิน 20 ปีคงต้องหาใหม่

        เมื่อได้มาก็ จับถอดเสื้อผ้า Formica เดิมออก แล้วเอาไม้ฝาที่เหลือๆจากการซ่อมบ้านมากรุแทนครับ ออกมาสภาพก็ประมานนี้

        เสร็จแล้วก็ทาสีเขียว Makiki Green เข้าไปเพื่อให้อารมณ์ร่วมกับป่าครับ เรื่องสีนี้ละเอียดอ่อนครับ ต้องเลือกดีๆ Makiki Green นี้ ได้อารมณ์ป่าแบบ Safari นิดๆครับ จะไม่เหมือนบางเขียวที่อาจออกอารมณ์ทหาร มากเกินไป

        แล้วงานก็ลามไปถึงส่วนครัวที่ ประหยัดไปอีกหลายหมื่นครับ จากการเก็บเศษไม้รอบๆบ้านมาทำเอง

        บานตู้ไม้สักก็ของเพื่อนบ้านครับ เขาอยากอัพเดทครัวให้ทันสมัยก็เลยขายมา บานละ 150

.

        เห็นภาพก่อนและหลังทำแล้วก็คงต้องบอกเลยว่าคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มจริงๆ เลยว่าไหมค่ะ?? 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Kaijeaw, สมาชิกหมายเลข 1415794