ทั่วประเทศ พร้อมใจถวายอาลัย ครบ ๑ ปี ๑๓ ตุลา วันคล้ายวันสวรรคต ในหลวง ร.๙

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์
Sponsored Ad

    "ในหลวง" เสด็จฯ พระราชพิธี บำเพ็ญพระราชกุศลพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร สวรรคตครบ 1 ปี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้านสำนักพระราชวังเผยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนทั่วโลกร่วมส่งภาพความทรงจำในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังวันที่ 13 ต.ค.2559 เพื่อรวบรวมไว้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความจงรัก ความภักดี และความศรัทธา พสกนิกรเนืองแน่นนำดอกไม้ถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในซุ้มที่โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น ด้านออมสินเผยเตรียมถ่ายทอดสดรวมการเฉพาะกิจซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในวันที่ 21 ต.ค.

Sponsored Ad

    เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาต ให้สำนักพระราชวังจัดทำซุ้มประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ระหว่างประตูวิเศษไชยศรี และประตูมณีนพรัตน์ ให้ประชาชนได้ถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นประจำทุกวัน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.นั้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในช่วงเช้ามีประชาชนแต่งกายด้วยชุดสีดำสุภาพ เดินทางมาพร้อมกับพวงมาลัยดอกไม้อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มมากขึ้นตลอดทั้งวัน นับเป็นวันที่ 2 หลังจากเปิดให้ประชาชนได้ถวาย สักการะ โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้เตรียมพานจำนวน 9 พานวางไว้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สำหรับถวายพวงมาลัยและดอกไม้สด โดยได้นำแผงเหล็กมากั้นตั้งแต่จุดคัดกรองบริเวณประตูท่าช้างจนถึงถนนหน้าศาลหลักเมือง เพื่อแบ่งเลนถนนให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เปิดจุดคัดกรองทั้ง 2 จุด ที่บริเวณประตูท่าช้างและประตูคัดกรองริมคลองหลอดระหว่างถนนศาลหลักเมือง และกระทรวงกลาโหม


    น.ส.จิรันธนิน จิรัฐระพีร์ อายุ 39 ปี อาชีพ แอร์โฮสเตส กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมกับคุณแม่ นางปิ่นทิพย์ จิรัฐระพีร์ อายุ 73 ปี ประชาชนย่านรามอินทรา เขตบางเขน กรุงเทพฯ พอทราบข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเข้ากราบสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เช้าวันนี้จึงพาคุณแม่เดินทางมาเข้ากราบสักการะและถวายพวงมาลัย และในวันที่ 21 ต.ค.ก็จะเดินทางมาชมซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ก่อนเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 22 ต.ค.

กรมศิลปากรซ้อมการแสดงละครเรื่องพระมหาชนก 

Sponsored Ad

    "มากราบพระองค์ท่านวันนี้เพราะในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คงไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เพราะต้องเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็รู้สึกเสียใจและเสียดายที่ไม่มีโอกาส ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงมองการณ์ไกล ทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตา ทรงเสียสละเพื่อปวงชนชาวไทยอย่างมาก พระองค์คงอยากให้คนไทยอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมีศักยภาพและดูแลตนเองได้ ส่วนตัวได้ยึดมั่นและซึมซับคำสอนของพระองค์ทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความพยายาม ขยัน อดทน เวลาท้อก็จะคิดถึงพระองค์ท่านก็จะมีพลัง สู้ต่อ และในฐานะพสกนิกรของพระองค์ก็ จะขอเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ"


    นางสิรีรัศมิ์ ทองดอกไม้ อายุ 65 ปี เดินทางมาจากบ้านพักย่านนนทบุรี กล่าวว่า ตอนที่สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าไปกราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีโอกาสได้มากราบรวม 10 ครั้ง พอทราบข่าวว่ามีการเปิดให้ประชาชนได้เข้ามา กราบพระองค์ท่านอีก วันนี้จึงรีบเดินทางมาจากบ้านตั้งแต่เช้า พร้อมนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาถวายพระองค์ท่านด้วยความรักที่มี แด่พระองค์ท่านตลอดมา

    ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจความพร้อมศูนย์สื่อมวลชน ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเปิดเผยว่า ครั้งนี้มาดูความพร้อมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมีพิธีเปิดศูนย์สื่อมวลชนในวันที่ 16 ต.ค. เวลา 14.00 น.โดยจะสาธิตการใช้สื่อสัญญาณต่างๆ ทุกระบบ โดยสื่อมวลชนจะสามารถเข้ามาใช้บริการได้ในวันที่ 17 ต.ค. และจะเปิดสัญญาณเสมือนจริงในวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งเป็นวันซ้อมเสมือนจริงริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ จะมีการถ่ายทอดสัญญาณจริง ประชาชนสามารถชมผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 07.00 น. เป็นต้นไปจนพิธีเสร็จสิ้นลง และให้สื่อมวลชนอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้จริง ทั้งนี้สื่อมวลชนจะได้รับการอำนวยความสะดวก ทั้งในเรื่องของข้อมูล และการถ่ายทอดสัญญาณต่างๆ และจะต้องอยู่ในอัฒจันทร์ที่จัดไว้ให้เท่านั้น ส่วนการถ่ายทอดสดต่างๆ ให้รอถ่ายทอดจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเพียงอย่างเดียว


    ทั้งนี้ในการซ้อมเสมือนจริงในวันที่ 21 ต.ค.นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินมาร่วมซ้อมริ้วขบวนด้วย

Sponsored Ad

    พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือไลฟ์สตรีม ด้วยว่า ผู้สื่อข่าวที่อยู่บนอัฒจันทร์ไม่อนุญาตให้ไลฟ์ได้ ขอให้เกี่ยวสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเป็นหลัก เพราะต้องการควบคุมคุณภาพของภาพที่ออกไป สำหรับประชาชนที่มาร่วมชมการซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศและพระราชพิธีคงห้ามไม่ได้เพราะทุกคนมีกล้องในมือ ทั้งนี้ กำลังปรึกษาเรื่องการตัดสัญญาณหรือไม่อย่างไร อาจตัดเป็นบางช่วงแล้วแต่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย


    "การไลฟ์สตรีมได้กลายเป็นวิถีชีวิตของคนปกติ ประชาชนที่ถ่ายรูปหรือไลฟ์สตรีมไม่ได้มีผู้ติดตามเป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนกับสื่อมวลชน แม้ว่าจะตั้งค่าเป็นสาธารณะก็ตาม งานพระราชพิธีในครั้งนี้เป็นงานระดับชาติที่เราอยากควบคุมคุณภาพให้ได้ภาพที่สมพระเกียรติ หากพบว่ามีการทำผิดกฎกติกา จะถูกยึดบัตรและตัดออกจากทะเบียนสื่อมวลชน ที่ทำงานพระราชพิธี รวมถึงห้ามเข้าใน บริเวณพื้นที่ สำหรับวันที่มีการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในวันที่ 15 และ 21 ต.ค. ไม่อนุญาตให้สื่อไลฟ์สตรีมทั้งสองวัน แต่วันที่ 15 ต.ค. อนุญาตให้สื่อโทรทัศน์สามารถรายงานสดได้เป็นช่วงสั้นๆ ไม่ให้ถ่ายทอดยาวตลอดการซ้อม"


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับยอดสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนใช้บริการศูนย์สื่อมวลชนแห่งนี้ ขณะนี้มีมาลงทะเบียนแล้วกว่า 2,000 คน แบ่งเป็นสื่อมวลชนไทย 1,687 คน สื่อมวลชน ต่างประเทศ 255 คน และล่าสุดมีมาลงทะเบียนเพิ่มอีก 200 คน


    ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส จะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 13 ต.ค.นี้ โดยนายกฯ เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์พระสงฆ์ 10 รูป ที่ตึกสันติไมตรี หลังนอก ในเวลา 07.00 น. จากนั้นเวลา 07.40 น.จะเป็นพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 89 รูป ที่หน้าตึกสันติไมตรี


    ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า นายกฯขอเชิญชวนหน่วยงานราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด หน่วยทหารในทุกพื้นที่ภาค ภาคเอกชน และประชาชนทั้งประเทศ ร่วมจัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนกองทัพบกและหน่วยทหารต่างๆ จะจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 89 รูปเช่นกัน ขณะที่บางหน่วยทหารจะจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 13 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง


    เวลา 17.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงวางพวงมาลาส่วนพระองค์ และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราช สักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ชาวพนักงานมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ และสวดคาถาพิเศษ 「ปรมินทมหาภูมิพละอตุลยะเตชะมหาราชัสสะ ปัตติทานคาถา」 จบ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ที่จะถวายพระธรรมเทศนาและสวดธรรมคาถาขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่งจบ พระสงฆ์ 4 รูปสวดธรรมคาถาแล้วทรงประเคนเครื่องไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนที่แท่น เตียงพระสวดพระอภิธรรม เสด็จพระราช ดำเนินกลับ


    สำหรับวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2560 เวลา 10.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่ วันก่อน ถวายพรพระจบ ทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ทั้งนั้นถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์อีก 89 รูปเท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวดมาติกา สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินกลับ

Sponsored Ad

    สำนักพระราชวัง ได้เชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก ร่วมส่งภาพแห่งความทรงจำและระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในมุมมองต่างๆ ที่ประชาชนได้บันทึกภาพไว้นับแต่วันเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ต.ค. 2559 ตลอดระยะเวลา จนถึงปัจจุบัน ได้บันทึกภาพการเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ และการทำกิจกรรมจิตอาสาในด้านต่างๆ ที่ประชาชนมุ่งปฏิบัติ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายพระราชกุศล ซึ่งความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท


    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการประมวลภาพเหตุการณ์แห่งความทรงจำ นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา เพื่อรวบรวมไว้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความจงรัก ความภักดี และความศรัทธาของปวงเหล่าพสกนิกรที่มีต่อพระองค์ อันจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ โดยมีพระราชดำริให้นำภาพที่จัดส่งมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ไปจัดแสดงให้ประชาชนได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติตลอดไป


    ประชาชนสามารถจัดส่งภาพเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 และช่วงที่สอง หลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 โดยส่งภาพได้ไม่เกินคนละ 10 ภาพ และมีความละเอียดของภาพไม่เกิน 3 MB (เมกะไบต์) โดยระบุชื่อและนามสกุลของผู้ถ่ายภาพ วัน เวลา และสถานที่ของภาพ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ และส่งมาที่อีเมล์ photoking9@mail.go.th ทางเว็บไซต์ https://photoking9.ohm.go.th หรือทางไปรษณีย์ ที่ สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ 904 พระที่นั่งอัมพรสถาน ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 หรือที่ ฝ่ายทะเบียนกองกลาง อาคาร 601 สำนักพระราชวัง (สนามเสือป่า) ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300, กองเผยแพร่พระราชกรณียกิจ สำนักพระราชวัง อาคารศาลาลูกขุนใน ถนนหน้า พระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200


    อนึ่ง ผู้ส่งภาพเข้าร่วมกิจกรรมยินดีให้ส่วนราชการในพระองค์ นำภาพไปเผยแพร่ประชา สัมพันธ์ได้ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://photoking9.ohm.go.th และสอบถามที่ 0-2220-7200 ต่อ 3401-3407


จิตอาสาร่วมทําความสะอาดพระลานพระราชวังดุสิต 

    ที่กระทรวงกลาโหม กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (กอร.พระราชพิธีฯ) แถลงข่าวจุดพระเมรุมาศจำลอง ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่ กทม. ต่างจังหวัดและต่างประเทศ รวมถึงแนวทางปฏิบัติในการถวายดอกไม้จันทน์ และการอำนวยความสะดวกประชาชน โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย น.ส.สุทธิภา นาเจริญ ผอ.กองกลาง สำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ


    น.ส.สุทธิภากล่าวว่า กทม. จัดพื้นที่รองรับประชาชนในการเข้าถวายดอกไม้จันทน์ ใน กทม.เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ พระเมรุมาศจำลอง 9 แห่ง 1.พระลานพระราชวังดุสิต 1 แห่ง 2.สี่มุมเมืองสนามหลวง 4 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเดิม สวนนาคราภิรมย์ ลานปฐมบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ 1 ลานคนเมือง 3.สี่มุมเมืองกรุงเทพมหานคร 4 แห่ง ประกอบด้วย สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) พุทธมณฑล ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค สถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นอกจากนั้น ยังมีซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ขนาดใหญ่ 16 ซุ้ม ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ขนาดกลาง 26 ซุ้ม ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ 62 ซุ้ม


    น.ส.สุทธิภากล่าวว่า พร้อมจัดจุดพักคอยให้ประชาชนก่อนเข้าไปถวายดอกไม้จันทน์ที่พระจิตกาธาน (ที่ถวายดอกไม้จันทน์) บริเวณพระเมรุมาศจำลองไว้แล้ว เช่น ที่พระเมรุมาศจำลองบริเวณลานคนเมือง กทม. ได้จัดพื้นที่พักคอยไว้ที่วัดสุทัศน์ โรงเรียนเบญจมราชาลัย โรงเรียนภารตะ เป็นต้น โดยจุดดังกล่าวจะจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มในเบื้องต้นไว้ให้ แต่จะไม่บริการอาหารบริเวณในจุดถวายดอกไม้จันทน์ และเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่จะเชิญให้ประชาชนเข้าไปยังพระเมรุมาศจำลองเพื่อถวายดอกไม้จันทน์ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามกำหนดเวลาที่วางไว้เป็นช่วงๆ


    น.ส.สุทธิภากล่าวว่า โดยจะเริ่มต้นให้ประชาชนถวายดอกไม้จันทน์ตามจุดต่างๆ ในวันที่ 26 ต.ค. เวลา 09.00 น. ถึงประมาณเวลา 16.30 น.จะหยุดพักในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯที่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวงพื้นที่ประกอบพระราชพิธี หลังจากนั้นจะเปิดให้ถวายดอกไม้จันทน์ได้อีกครั้งเวลา 18.00 น. และเวลา 22.00 น. เป็นช่วงถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง จะมีการหยุดช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วจะเชิญดอกไม้จันทน์ของประชาชนทุกท่านที่ร่วมถวายตลอดทั้งวันไปเผาที่พระ จิตกาธาน ที่จัดสร้างขึ้นที่พระเมรุมาศท้องสนามหลวง และพระเมรุมาศจำลองทั้ง 8 แห่ง (ยกเว้นหน้าพระลานพระราชวังดุสิต) รวมถึงเขตต่างๆ และวัดที่มีการสร้างพระจิตกาธานที่ได้เตรียมไว้ จากการประเมินแต่ละจุดสามารถเผาได้ประมาณ 3 แสนดอก

    น.ส.สุทธิภากล่าวว่า ผู้ถวายดอกไม้จันทน์ควรแต่งกายด้วยความเรียบร้อย ใส่รองเท้า คัตชูหุ้มส้น ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ และ กทม.ห่วงใยสุขภาพของประชาชน ซึ่งในวัน ดังกล่าวอาจมีฝนตก จึงขอให้ประชาชนเตรียมร่มหรือเสื้อกันฝนมาด้วย และถ้าเป็นไปได้ควรเตรียมน้ำหรืออาหารติดตัวมาด้วยก็จะสะดวกในเบื้องต้น สำหรับสุขานั้นได้จัดเตรียมไว้ทั้งสุขาเคลื่อนที่ และในส่วนต่างๆ ในทุกส่วนที่ได้ประสานไว้ ส่วนหน่วยแพทย์ได้เตรียมพื้นที่ใกล้กับพระเมรุมาศจำลอง ซุ้มขนาดใหญ่และซุ้มขนาดกลาง รวมถึงวัดต่างๆ ทั่วพื้นที่ใกล้ซุ้มที่จัดไว้ ในกรณีฉุกเฉินก็จะมีรถเข้าไปรับผู้ป่วยออกมาตามเส้นทางที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดเตรียมไว้


    ด้านนายนิสิตกล่าวว่า ในส่วนของต่างจังหวัดนั้นการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ 76 จังหวัด โดยเสร็จแล้ว 100 % จำนวน 56 แห่ง เหลืออีก 20 แห่ง มีความคืบหน้าประมาณ 95 % โดยทางกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้ต้องแล้วเสร็จทั้งหมด 100 % ภายในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ส่วนซุ้มดอกไม้จันทน์นั้นมีทั้งหมด 802 แห่ง แบ่งเป็นขนาดกลาง 649 แห่ง และขนาดเล็ก 153 แห่ง ซึ่งการก่อสร้างเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 95 % คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ต.ค. สำหรับพระจิตกาธาน หรือเตาเผาดอกไม้จันทน์จะก่อสร้างทั้งหมด 878 แห่ง โดยสร้างอยู่ใกล้กับพระเมรุมาศจำลองจะต้องแล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้


    นายนิสิตกล่าวว่า สำหรับดอกไม้จันทน์พระราชทาน ขณะนี้มีทั้งสิ้น 61 ล้านดอก เชื่อมั่นว่าเพียงพอสำหรับประชาชนทุกคนที่มาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ โดยขณะนี้ได้จัดเก็บไว้ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ส่วนมาตรการดูแลประชาชนนั้นกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ให้จัดทำแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีฉุกเฉินโดยเฉพาะเหตุฝนตก อย่างไรก็ตามยืนยันว่าสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์และพระเมรุมาศจำลองนั้นมีครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งจะติดตั้งจอแอลอีดีไว้เพื่อให้มีบรรยากาศเหมือนกับส่วนกลางมากที่สุด ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธี แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อให้สมพระเกียรติที่สุด


    ด้านน.ส.บุษฎีกล่าวว่า ในส่วนของดอกไม้จันทน์ได้ให้สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งได้จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ล่วงหน้าเพื่อเป็นช่อดอกไม้จันทน์พิเศษ ในนามของผู้แทนส่วนราชการ หรือที่เรียกว่าทีมประเทศไทยในประเทศนั้นๆ รวมถึงเป็นตัวแทนชุมชนคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศได้อธิษฐานช่อดอกไม้จันทน์ และขณะนี้สถานทูตกงสุลใหญ่ทุกแห่งได้จัดส่งช่อดอกไม้จันทน์ กลับมาที่กระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 96 ช่อ จาก 94 แห่งจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ คณะผู้แทนไทยประจำสหประชาชาติ เจนีวา นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คณะผู้แทนไทยประจำอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงช่อดอกไม้จันทน์จากตัวแทนจิตอาสาเฉพาะกิจในต่างประเทศ จำนวน 94 ช่อ และวันเดียวกันนี้ตัวแทนกระทรวงต่างประเทศ จะนำช่อดอกไม้พิเศษนี้มอบให้สำนักพระราชวังในวันนี้ และจะเชิญไปถวายที่พระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในวันที่ 26 ต.ค.นี้


    น.ส.บุษฎีกล่าวว่า นอกจากนี้ในทุกประเทศได้มีกำหนดสถานที่ในการจัดพิธีจริง เช่น กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่วัดพระเชตุวัน วัดไทยกรุงวอชิงตันดี.ซี. โดยพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในต่างประเทศ จะจัดในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่จะ ไม่จัดก่อนกำหนดพระราชพิธีในวันที่ 26 ต.ค.ตามในประเทศไทย นอกจากนี้ ในทุกประเทศจะมีการติดตั้งจอแอลอีดีเพื่อถ่ายทอดสด เพื่อจะได้เห็นการดำเนินพระราชพิธีในกรุงเทพมหานคร

    วันเดียวกัน สำนักพระราชวังนอร์เวย์ แถลงว่า เจ้าชายฮากอน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ พระราชโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยา แห่งนอร์เวย์ จะเสด็จพระราชดำเนินมากรุงเทพ มหานคร เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 26 ต.ค. นี้


    ทั้งนี้ เจ้าชายฮากอนเคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยหลายครั้ง โดยพระองค์และเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ พระชายา ได้เสด็จพระราชดำเนินมา ทรงร่วมในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อเดือน มิ.ย. 2549 ด้วย


    ที่สนามหลวง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจการซ้อมยกฉัตรพระเมรุมาศ หรือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร พร้อมกล่าวว่า ภาพรวมการซักซ้อมวันนี้เป็นไปด้วยดี โดยใช้วิธีชักรอกสะลิง ซึ่งฉัตรจำลองที่ใช้ซ้อมมีน้ำหนักใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุดคือ 80 กิโลกรัม เพื่อล็อกน้ำหนักสะลิงให้คงที่ โดยใช้ระยะเวลารวมในการยกประมาณ 3 นาที และจะซ้อมอีกครั้งในวันที่ 17 ต.ค. ก่อนที่จะมีพระราชพิธีจริงในวันที่ 18 ต.ค. ทั้งนี้ภายหลังการยกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรแล้วจะถือว่าพระเมรุมาศเสร็จสิ้นสมบูรณ์ 100 %


    พล.อ.ธนะศักดิ์ยังกล่าวถึงภาพรวมองค์ประกอบโดยรอบว่าเสร็จประมาณร้อยละ 99 ซึ่งถือว่าสมบูรณ์เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะดอกไม้ วันนี้สวย แต่ในวันจริงจะบานสะพรั่งสวยงามกว่านี้ และจะสามารถอยู่ได้อีกประมาณ 1 เดือน ขณะที่ภายในอาคารต่างๆ ได้ปูพรม และหุ้มพลาสติกไว้อย่างดี รวมทั้งจัดวางเก้าอี้เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับพระราชพิธี ส่วนพระเมรุมาศนั้นได้ติดตั้งฉากบังเพลิงเสร็จเรียบร้อยแล้ว


    วันเดียวกัน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. เปิดเผยว่าเนื่องจากคืนวันที่ 12-13 ต.ค.ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะซักซ้อมรถนำขบวนบุคคลสำคัญ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังนี้ ถนนเจริญนคร ถนนกรุงธนบุรี สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถนนสีลม ถนนเจริญกรุง ถนนสุรวงศ์ ขึ้นด่านสุรวงศ์ ทางด่วนศรีรัช ลงด่วนอุรุพงษ์ ถนนพระราม6 แยกอุรุพงษ์


    ถนนราชดำริ ถนนวิทยุ ถนนเพลินจิต ถนนสุขุมวิท ขึ้นด่านเพลินจิต ลงด่วนยมราช ถนนสาทรเหนือ-ใต้ ถนนพระราม4 ขึ้นด่านพระราม 4-2 ทางด่วนเฉลิมมหานคร ลงด่วนยมราช

    ถนนพิษณุโลก แยกยมราช ถนนราชดำเนิน นอก ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินใน และบริเวณท้องสนามหลวง


    สำหรับบริเวณถนนดังกล่าวข้างต้นยังไม่มีการปิดการจราจร เพียงแต่อาจมีการชะลอตัวของการจราจรบ้างเล็กน้อย ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะอำนวยความสะดวกในการจราจรให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

ข้อมูลและภาพ จาก khaosod