"ปู่ดาว" อดีตผู้ป่วยโรคเรื้อน เผยเรื่องราวสุดปลื้มปีติ ในหลวง ร.๙ ทรงเคยสัมผัสตัวโดยไม่รังเกียจ หลังตะโกนลั่น "ผมขอถวายฎีกา"

เผยเคยมีแต่คนรังเกียจ ญาติพี่น้องก็ทอดทิ้ง แต่พระองค์ท่านทรงเคยสัมผัสตัวโดยไม่รังเกียจ...
Sponsored Ad

    ปู่ดาว อดีตผู้ป่วยโรคเรื้อน เผยเรื่องราวสุดปลื้มปีติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเคยสัมผัสตัวโดยไม่รังเกียจ หลังตะโกนลั่น "ผมขอถวายฎีกา"

Sponsored Ad

    การเสด็จสู่สวรรคาลัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สร้างความเศร้าเสียใจให้คนไทยทั้งแผ่นดิน แม้วันนี้เวียนมาบรรจบเกือบครบ 1 ปีที่พ่อจากไป แต่เรื่องราวความทรงจำของพ่อยังคงอยู่ โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่รักและเทิดทูนพระองค์ท่านยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดบนโลกใบนี้...

    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 นายดาว งอวอ หรือ ปู่ดาว อายุ 94 ปี อดีตผู้ป่วยโรคเรื้อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเคยสัมผัสตัวโดยไม่รังเกียจ ได้เล่าเหตุการณ์แห่งความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนว่า สมัยก่อนตนและเพื่อนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อนมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมาก มีแต่คนรังเกียจ ญาติพี่น้องก็ทอดทิ้ง มีชีวิตอยู่แบบขมขื่น ตอนนั้นได้เบี้ยเลี้ยงจากทางหลวง วันละ 5 บาท ซึ่งไม่เพียงพอในการประทังชีวิต เพราะจำนวนเงินที่ได้รับมา ต้องกิน ต้องใช้ ตอนนั้นจึงปรึกษากับเพื่อนว่าจะถวายฎีกา หวังพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะขอความช่วยเหลือในเรื่องนี้ไปหลายหน่วยงานก็ไม่มีใครสนใจ ตนจึงเขียนข้อความบรรยายความยากลำบากที่ต้องเจอไป 2 หน้ากระดาษ ใช้เวลาเขียน 3 วัน 

Sponsored Ad

    กระทั่งวันที่ 16 มกราคม 2522 เวลาประมาณ 12.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาที่สถาบันราชประชาสมาสัย จังหวัดสมุทรปราการ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ให้เข้าใกล้พระองค์ท่าน เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินผ่านตนและเพื่อน ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรดีที่จะได้ถวายฎีกากับพระองค์ท่าน จึงตะโกนออกไปว่า "ขอถวายฎีกาครับผม" ทันใดนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับมาหาตน พร้อมตรัสถามอย่างเป็นกันเองว่ามีอะไรเดือดร้อน

    ปู่ดาว บอกต่อว่า วินาทีนั้นตกใจมากเพราะไม่เคยเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านใกล้ชิดถึงเพียงนี้ ซึ่งพระองค์ท่านก็ตรัสต่อว่า ไม่ต้องกลัว พูดช้า ๆ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อยพูด มีอะไรเดือดร้อน ตนจึงรวบรวมสติแล้วกราบทูลว่า เบี้ยเลี้ยงที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต พระองค์ท่านจึงตรัสว่าจะเพิ่มให้อีก 5 บาท ตนจึงพนมมือไหว้เหนือหัว พร้อมบอกว่า แค่พระองค์ให้เพิ่มแค่เพียงหนึ่งบาทก็ดีใจแล้ว 

Sponsored Ad

    แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่ตนไม่คาดคิดเลย เมื่อพระองค์ท่านทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือซ้ายที่พิการของตน โดยไม่มีท่าทีรังเกียจ และตรัสถามว่า มือเป็นเช่นนี้ กินข้าวกินปลาอย่างไร ตนจึงได้ตอบไปตามประสาชาวบ้าน พระองค์ก็แย้มพระสรวลเล็กน้อย และเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินต่อ ทรงหันหลังกลับมาพร้อมตรัสว่า มีอะไรเดือดร้อนก็บอกนะ ฉันจะช่วย ไม่ต้องกลัว ได้ยินเช่นนั้นตนก็ปลื้มใจเป็นอย่างมาก


    พอเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ตนถวายฎีกา ฟ้าที่เคยมืดมิดก็กลับมาสว่างเปรียบเสมือนได้ชีวิตใหม่ ไม่มีคนดูถูกรังเกียจตนเหมือนที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น มีเจ้าหน้าที่มาดูแลอาการ และมาตรวจรักษาอาการให้จนหาย ทุกวันนี้ที่พวกตนได้อยู่ดีกินดีก็เพราะบุญคุณของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านเป็นเหมือนเทพเจ้าองค์หนึ่งที่มาประทานชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยโรคเรื้อน 

    เมื่อทราบว่าพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ก็ได้แต่ร้องไห้ เพราะพระองค์ท่านได้มีการสานโครงการต่าง ๆ ไว้มากมาย รวมถึงโครงการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน ตนซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระองค์ท่านอย่างหาที่เปรียบมิได้ ตอนนี้ตนก็ 94 แล้ว ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไหน แต่ตั้งใจไว่ว่าจะทำความดีเพื่อเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทจนกว่าชีวิตจะหาไม่... ปู่ดาว กล่าว

ชมคลิป

ข้อมูลและภาพ จาก kapook