สาวแชร์ประสบการณ์รอดชีวิตจากโรคคลั่งผอม หนักถึงขั้นซ่อนอาหารไว้ในหู-หวิดตาย สุดท้ายเลยเปลี่ยนตัวเอง!!?

คิดว่าตัวเองกลายเป็นผีไปแล้ว นอนๆอยู่แล้วอาจจะตายไปเลยก็ได้ จึงหันมาเปลี่ยนตัวเองและกลับมาสวยอีกครั้ง ห้ามพลาด!!
Sponsored Ad

    เปิดชีวิตหญิงสาวผู้ป่วยเป็นโรคอะนอเร็กเซีย เธอปฏิเสธอาหารทุกอย่าง น้ำก็ไม่ยอมดื่ม เคยถึงขั้นเอาอาหารไปซ่อนในผมและหู เมื่อถึงจุดที่ใกล้ตาย เธอตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองใหม่ และพยายามชนะโรคนี้ให้ได้

Sponsored Ad

    จูเลีย ยานส์เซน คือ หญิงสาวชาวสวิตเซอร์แลนด์ วัย 24 ปี ที่เหมือน ๆ กับผู้หญิงปกติทั่วไป เธอรักสวยรักงามและเป็นกังวลเกี่ยวกับรูปร่างของตัวเอง เธอกลัวว่าจะอ้วน กลัวว่าน้ำหนักจะขึ้น จึงเริ่มงดการกิน จนในที่สุดเธอก็ป่วยเป็นโรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) จูเลียปฏิเสธอาหารทุกอย่าง แม้กระทั่งน้ำเธอก็ไม่ดื่ม จนมาถึงจุดหนึ่ง จูเลียรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับผีที่เดินได้ ด้วยความที่เธอยังไม่อยากตายกลายเป็นศพให้พ่อแม่ต้องฝัง เธอจึงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง  

    เรื่องราวของจูเลียถูกหยิบยกมาเปิดเผยโดยเว็บไซต์เดอะซัน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 โดยจูเลียเริ่มรู้สึกกังวลในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ตั้งแต่ตอนที่เธออายุ 13 ปี เธอกลัวว่าเมื่อเธอโตเป็นสาว เธอจะกลายเป็นคนอ้วน กลัวว่ารูปร่างจะไม่สวยเหมือนกับคนอื่น ๆ 

Sponsored Ad

    เธอจึงเริ่มลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ นั่นคือการอดอาหาร แน่นอนว่าเธอเริ่มผอมลงเรื่อย ๆ แต่นั่นยังไม่ใช่จุดที่เลวร้ายที่สุด 

    เมื่อจูเลียอายุได้ 16 ปี เธอก็ป่วยเป็นโรคอะนอเร็กเซียและมันทำลายอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตเธอ 

Sponsored Ad

    "ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าเป็นอะไร ฉันกลัวการโตเป็นสาว กลัวว่าฉันจะต้องอ้วน โรคอะนอเร็กเซียมันส่งสัญญาณผิด ๆ ให้ฉันหลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง มันทำให้ร่างกายของฉันรวนไปหมด" จูเลียเล่าถึงประสบการณ์ป่วยโรคอะนอเร็กเซียในช่วงแรกเริ่มของวัยรุ่น 

    การปฏิเสธอาหารทำให้จูเลียผอมเหลือแต่กระดูก ผิวพรรณของเธอซูบซีด ต่อให้เธอสวมหมวกหนา ๆ แค่ไหน เธอก็รู้สึกหนาวสั่นอยู่ตลอด สภาพร่างกายของเธอเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ ผมของเธอร่วงเป็นหย่อม ๆ จนเห็นหนังศีรษะ เธอเป็นลมบ่อยครั้งและไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายของตัวเองได้ ผิวหนังบริเวณสะโพกของเธอบางมากจนติดกระดูก และมันก็เสียดสีจนกลายเป็นแผล แต่ถึงกระนั้น จูเลียก็ยังดึงดันปฏิเสธอาหาร แม้แต่น้ำเปล่าเธอก็ไม่ยอมดื่ม

Sponsored Ad

    ถึงแม้ว่าจูเลียจะผอมแบบสุด ๆ แล้ว แต่โรคอะนอเร็กเซียมันทำให้เธอรู้สึกว่าเธอต้องผอมกว่าเดิมอีก โดยเธอจะตื่นตั้งแต่ตีสองเพื่อออกไปเดิน และพยายามซ่อนอาหาร ซ่อนอาการของโรคไม่ให้ใครเห็น 

    "ฉันซ่อนอาหารเอาไว้ทุก ๆ ที่ เท่าที่ฉันจะซ่อนได้ ตั้งแต่ซ่อนในกระเป๋า ยันใต้โซฟา กระเป๋าใบโปรดทุกใบของฉันพังเสียหายหมด เพราะฉันมักจะเอาอาหารซ่อนไว้ในนั้น ถ้าเกิดมีคนในบ้านนั่งเฝ้าตอนฉันกินอาหารเช้า เพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะกิน ไม่แอบเอาไปทิ้ง ฉันก็จะหาโอกาสซ่อนมันอยู่ดี ฉันทำได้แม้กระทั่งเอาเนยไปทาผมและยัดใส่ไว้ในหู" 

    "ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดนั้น ร่างกายของฉันอ่อนแอมากค่ะ ฉันเดินขึ้นบันไดไม่ไหว ฉันลุกไปอาบน้ำด้วยตัวเองไม่ได้ และฉันก็ไม่มีแรงแม้แต่จะยกหวีขึ้นมาหวีผม" จูเลีย เล่า 

    น้ำหนักของจูเลียเหลือประมาณแค่ 35 กิโลกรัมเท่านั้น แพทย์ที่ดูแลเธอกล่าวว่า เคสของเธอคือหนึ่งในเคสผู้ป่วยอะนอเร็กเซียที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอ ทีมแพทย์เตือนจูเลียว่าชีวิตของเธอกำลังแขวนอยู่บนความเสี่ยง เธอสามารถหัวใจวายได้ทุกเมื่อ แต่ถึงแม้ว่าจะได้รับคำเตือนแบบนั้น จูเลียก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองไปได้ง่าย ๆ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม ปี 2557 จูเลียก็ตระหนักได้ว่า ถ้าเธอไม่พยายามกินอาหารแล้วล่ะก็ เธอจะอยู่ได้ไม่ถึงวันคริสต์มาส และแทนที่ครอบครัวของเธอจะได้จัดงานฉลอง พวกเขาจะได้จัดงานฝังศพเธอแทน 

    "ฉันดูไม่ต่างอะไรกับผี และฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผีด้วย ฉันตระหนักได้ว่า เวลาของฉันใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว ความตายสามารถมาถึงฉันได้ทุกเมื่อ เมื่อฉันนอนหลับ ฉันอาจจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็ได้" จูเลียเปิดเผยถึงความรู้สึกของเธอ และจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิต จุดที่เธอจะพยายามต่อสู้กับโรคร้ายนี้ให้ได้ 

    หลังจากรับรู้ถึงอันตรายในชีวิต จูเลียก็หันหน้ามาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง เธอเข้ารับการรักษาและกินอาหาร พยายามกินให้ได้ 3,000 แคลอรีต่อวัน ถึงแม้ว่ามันจะยาก แต่การเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปด้วยดี น้ำหนักตัวของเธอเพิ่มมาประมาณ 10 กิโลกรัม ค่า BMI อยู่ที่ 16 ซึ่งถึงแม้ว่าจะน้อยกว่ามาตรฐาน แต่ก็ดีขึ้นมาก เธอยังคงต้องต่อสู้ต่อไป ทั้งร่างกายและจิตใจ และการได้เห็นสาว ๆ ในอินสตาแกรมที่เคยเป็นเหมือนเธอ แต่สามารถสุขภาพดีได้ มันเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มาก

    "บางครั้งเมื่อฉันมองดูตัวเองในกระจก ฉันต้องทรมานอย่างมาก เพราะสิ่งที่ตาฉันเห็น กับสิ่งที่ในหัวฉันคิด มันไม่เหมือนกันเลย โรคอะนอเร็กเซียคือปัญหาใหญ่ในชีวิตของฉัน และฉันยังคงต้องต่อสู้กับมัน ซึ่งมันยากมากเหลือเกิน แต่ตอนนี้ฉันไม่ดูป่วยอีกต่อไปแล้ว" 

    "มีผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมากมายที่ป่วยเป็นโรคอะนอเร็กเซีอย่างหนักมานานหลายปี พวกเธอตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้จนหาย และตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ฉันรู้ดีค่ะว่าโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ แต่การเห็นคนที่เป็นเหมือน ๆ กันแล้วหาย มันยอดเยี่ยมมาก และมันเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับฉัน"

    "ฉันอยากเป็นคนที่เอาชนะโรคอะนอเร็กเซียให้ได้ และจะไม่ปล่อยให้มันกลับมาควบคุมชีวิตของฉันอีก" จูเลีย กล่าว 

ข้อมูลและภาพ จาก kapook