รู้ยัง!! วิธีลดความเจ็บปวด จากอาการ เล็บขบ ด้วยตัวเองที่บ้าน

ใครเคยเป็นจะรู้ว่าเจ็บทรมานขนาดไหน จะรอให้หายเองก็นาน จะไปหาหมอก็เปลื้องเงิน แต่วันนี้เราสามารถบรรเทาอาการเองได้แล้ว!
Sponsored Ad

หากใครที่เคยประสบกับอาการเล็บขบ คงรู้ว่า มันสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับเราได้มากแค่ไหน และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นอาการที่น่ารำคาญใจสุดๆ เพราะเล็บเล็กๆ ชิ้นเดียว กลับมาทำร้ายเราได้ซะอย่างงั้น

Sponsored Ad

เล็บขบ หรือ เล็บคุดนั้น เกิดขึ้นจากการงอกของเล็บที่ผิดรูปแบบ คืองอกโค้งเข้าหาเนื้อด้านในนิ้วเท้า แล้วค่อยๆจิกเข้าไปในเนื้อเรื่อยๆ ทำให้ค่อยๆเกิดการอักเสบ และอาจนำไปสู่การติดเชื้อ

ขอบคุณภาพ kvamsook.com

การเกิดเล็บขบนั้น เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่สามารถป้องกันได้ หรือการตัดเล็บที่ผิดรูปมากเกินไป รวมถึงการสวมรองเท้าที่ไม่รองรับกับขนาดเท้า ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน หากโชคดี ก็แค่รู้สึกเริ่มระคายเล็บเท้า ก็ยังสามารถตัดเล็บช่วยลดอาการได้ทัน แต่หาบางทีกว่าที่คุณจะรู้ตัว เล็บก็กินลึกเข้าไปในเนื้อสร้างความเจ็บปวดแล้ว

Sponsored Ad

วันนี้มีเทคนิคการดูแลเล็บเท้า เมื่อเกิดการ เล็บขบ ด้วยตัวคุณเอง โดยที่ยังไม่ต้องถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาลเพื่อไปถอดเล็บออก ซึ่งคงจะเจ็บอีกน่าดู มาฝากกันค่ะ

1. เริ่มจาก แช่เท้าของคุณในน้ำอุ่นที่ผสม ดีเกลือ หรือเกลือฝรั่ง (หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ) จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เท้าของคุณจากแบคทีเรียและช่วยบรรเทาความปวดจากการใช้น้ำอุ่น โดยให้แช่เท้าไว้ประมาณ 15-20 นาที

2. เล็บจะอ่อนนุ่มขึ้นจากการแช่น้ำ ก็ให้ใช้ไหมขัดฟัน ค่อยๆ สอดเข้าไปในเล็บตรงที่กินเข้าไปในเนื้อเพื่อช่วยลดแรงกดทับที่ผิว แล้วทิ้งไหมขัดฟันไว้แบบเดิม แล้วยกเท้าขึ้นจากน้ำ

Sponsored Ad

3. ซับนิ้วเท้าให้แห้ง แล้วตัดสำลีเป็นแผ่นเล็กๆ เตรียมไว้ จากนั้น ค่อยๆยกไหมขัดฟันเข้าหาตัว เพื่อค่อยๆ ยกเล็บขึ้นจากแรงกดที่ผิว แล้วนำสำลีสอดเข้าไปวางไว้บริเวณที่เล็บกินเข้าไปในเนื้อ เพื่อรองรับแรงกด ให้เล็บไม่จิกลงไปที่เนื้อโดยตรง ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ แต่อย่าลืมว่า ต้องหมั่นเปลี่ยนสำลีบ่อยๆ อย่าทิ้งไว้ข้ามวัน เพราะมันอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคแทนได้

หากผ่านไปหลายวันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ก่อนที่การอักเสบจะลุกลามมากขึ้นกว่าเดิม

อ่านไว้เป็นความรู้ก็ไม่เสียหายอะไร เวลาที่เกิดขึ้นกับเราหรือคนรอบข้างจะได้รู้วิธีรักษาด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งหมอให้เปลื้องเงินจ้า

ข้อมูลและภาพ mthai.com