เปิดค่าตัว "แจ็คสัน หวัง" ซุปตาร์ระดับโลก แฟนคลับเผยเบื้องหลัง ราคาสูงลิบ เพราะต้องเอาไปจ่ายภาษีในจีน

LIEKR:

สูงมากจริง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับความสามารถ ความเอาใจใส่งาน และความดัง ราคาประมาณนี้ถือว่าไม่แพงเลย

    การกลับมาไทยครั้งนี้ของ นักร้องระดับโลกอย่าง แจ็คสัน หวัง หรือ แจ็คสัน GOT7 ก็เดินสายทำงานแบบเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสนามในศึกแดงเดือด และ พบปะเจอแฟน ๆ เหล่าอากาเซ่ให้หายคิดถึงกันไปเลย

    และไม่นานมานี้ แจ็คสัน ได้เดินทางมาร่วมงานแถลงข่าว ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ที่ริเวอร์ปาร์ค ไอคอนสยาม ท่ามกลางแฟนคลับ อากาเซ่ที่มาร่วมงาน ส่งกำลังใจให้จนห้างแตก คนเนืองแน่นกันสุด ๆ

 

Sponsored Ad

 

    ล่าสุด โลกโซเชียลได้มีการเผยว่า ค่าตัวพรีเซนเตอร์ เนสกาแฟ ของ แจ็คสัน ทุ่มจ้างถึง 300 ล้านบาท เลยทีเดียว โดยแอคเคาท์ onnie.ee ได้บอกว่า “กาแฟพี่แจ็ค Jackson Wang ทุ่มทุนจ้างสูง 300 ล้านบาท Jackson Wang แบรนด์แอมบาสเดอร์เนสกาแฟโกลด์ เครมมา ประเทศไทย ที่ดื่มด่ำไปกับโมเมนต์สุดพิเศษ กับกาแฟผงละเอียดสีทอง

 

Sponsored Ad

 

    ซึ่งในการเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้ กาแฟแบรนด์ดัง ได้ทุ่งเงินกว่า 300 ล้านบาท รวมค่าตัว ค่าการตลาด และในปีนี้การันตีว่า แจ็คสัน หวัง มาเมืองไทย แน่นอน” พร้อมกับทิ้งท้ายข้อมูลเพิ่มเติม “ปล.การว่าจ้างทุกอย่างของเฮียจะสูง เพราะทีมหวัง ต้องจ่ายภาษีในประเทศจีน ให้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเยอะมาก เพราะฉะนั้นการรับงานด้วยราคานี้ ถือว่าไม่แพง เพราะงานต่างประเทศก็จะแรงนิดหนึ่ง”

    ทั้งนี้ ได้มีคอมเมนต์ชาวเน็ตอีกรายได้เข้ามาแสดงความเห็นว่า “เท่าที่ทราบจะประมาณ 60-80 ล้านะคะ” ซึ่งเจ้าของโพสต์จึงให้ข้อมูลอีกครั้ง “เรทรวมทั้งหมดในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของโปรเจ็กในครั้งนี้ ในคลิปก็ระบุชัดรวมถึงการตลาดของแบรนด์ตัวเลขนี้ถูกต้องแล้วค่ะ”

 

Sponsored Ad

 

    นอกจากนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ยังได้ระบุอีกว่า ค่าตัวของ แจ็คสัน หวัง ที่ได้มาขึ้นเวทีโชว์เปิดการแข่งขันฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะทะ ลิเวอร์พูล ในงาน THE MATCH Bangkok Century Cup 2022 นั้นมีค่าจ้างสูงถึงประมาณ 10 ล้านบาท 

 

Sponsored Ad

 

    แจ็คสัน หวัง เป็นพรีเซ็นเตอร์มือถือแบรนด์ดังของจีน มีค่าตัวราว 11 ล้านหยวนหรือราว 57ล้านบาท พรีเซ็นเตอร์ค่ายรถยนต์ดังของจีน มีค่าตัวราว 13 ล้านหยวน หรือราว 68 ล้านบาทกันเลยทีเดียว

.

.

.

.

.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์, thebangkokinsight

บทความที่คุณอาจสนใจ