เปิดทุกมุม! "ป๊อป" อดีตนางสาวไทย สู้ชีวิตดูแลแม่นอนติดเตียงมากว่า 10 ปี ถึงโสดก็สุขได้!

LIEKR:

เป็นกำลังใจให้นะคะ ฟ้าหลังฝนย่อมดีเสมอค่ะ

        'เพราะไม่รู้แม่จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่' ล้วงชีวิต 'ป๊อป-อารียา สิริโสภา' ดูแลแม่ป่วยหนักด้วย 'โรคทางสมอง-สั่นเกร็งตลอดเวลา' ล่าสุด สูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้าง สังคมยกให้เป็นไอดอลผู้หญิงเก่งและแกร่งแห่งปี! ทั้งยังเปิดบ้านสร้างสตูดิโอสอนโยคะ 'เน้นสนุก-รักษาสุขภาพ-ไม่คิดกำไร' เผย เรื่องความรักไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีคู่ก็สตรองได้!

Sponsored Ad

        “ป๊อป-อารียา สิริโสภา” เปิดหมดทุกความรู้สึก หลังดูแลแม่วัย 73 ปีที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อทางสมองมากว่า 10 ปี แม้ก่อนหน้านี้คุณแม่ของเธอมีชีวิตที่ปกติดีทุกอย่าง แถมยังเป็นวิศวกรหญิง อาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ชีวิตต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้นที่สมอง

Sponsored Ad

        ซึ่งโรคที่แม่เป็น คนไทยจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคสมองที่เกี่ยวกับความจำ แต่จริงๆ ความจำเขาดีมาก ความคิด-ความอ่าน ยังดีมากๆ อยู่เลย แต่เป็นอีกสมองหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับกล้ามเนื้อ ซึ่งจะสั่นไม่หยุด ปากสั่น มือสั่น นิ้วหงิกงอ จะเหมือนพาร์กินสัน แต่ร้ายแรงกว่า

Sponsored Ad

        ส่วนเหตุผลก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร อาจจะเป็นที่รัฐมิชิแกนมีปัญหาเรื่องสารตะกั่วในน้ำ มีข่าวดังทั่วโลกว่าท่อน้ำมีสารตะกั่วปน เรื่องน้ำมันใกล้ชิดกับร่างกายมนุษย์ ซึ่งในอนาคต ไม่รู้มนุษย์จะเป็นยังไง เราใส่พิษเข้าไปในน้ำ ในอากาศ ในดิน ในอาหารการกินของเราเยอะมาก ถ้าคนรับไม่ได้ ก็จะเป็นมะเร็ง มะเร็งก็จะมากขึ้น”

Sponsored Ad

        "เรากำลังมองเขาและต้องปลงไปด้วยนะ เป็นการเห็นตัวเอง เราห่างกัน 20 ปีเอง บางทีงอแง หงุดหงิดตัวเองก็จะไปอ้อนกับแม่ บอกแม่ ถ้าแม่ไปแล้ว ใครจะดูแลหนู แม่เอาคืนใช่ไหม ตอนเด็กๆ หนูดื้อมาก แม่จะให้หนูมีลูก แต่หนูไม่มีลูกให้แม่ นี่แม่แกล้งใช่ไหม อยากให้หนูอยู่บ้านใช่ไหม

        มันต้องสลับ พลิกให้ได้กับสิ่งที่มันเศร้า แล้วให้มันร่าเริงให้ได้ เพราะว่าเรามีโอกาสได้อยู่ในโลกนี้ ได้แค่นี้ เราไม่รู้เขาจะไปเมื่อไหร่ เวลาเรามีกี่ครั้ง คริสต์มาสมีกี่ครั้ง วันเกิดกี่ครั้ง เวลาผ่านไปเร็วมาก”

Sponsored Ad

        ขณะที่ล่าสุด อาการป่วยของคุณแม่ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น เธอเล่าให้ฟังว่าตอนนี้แม่ได้สูญเสียการมองเห็นไปแล้ว เนื่องมาจากต้อหินที่กดทับเส้นประสาทตา จนทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง ถือเป็นสิ่งที่เธอต้องรับมือกับความเจ็บปวดนี้ให้ได้

Sponsored Ad

        บางทีตื่นเช้ามา แม่ถามทำไมมันมืดจังเลย แต่แดดจ้าอยู่ข้างนอก น้ำตาก็จะไหล เราจะบอกเขายังไงดี ก็บอก แม่อย่ามองเลย โลกไม่มีอะไรหรอก แค่แสงสว่าง มันไม่มีอะไรหรอก”

Sponsored Ad

        อย่างที่เห็นผ่านอินสตาแกรมของเธอที่ได้มีการลงภาพและวิดีโอการพูดคุยหยอกล้อกัน ระหว่างเธอกับแม่อยู่เสมอ จนเข้าใจว่าเธอนั้นสนิทกับแม่หรือน่าจะมีความทรงจำผูกพันกันมาตั้งแต่เธอยังเด็ก ทว่า ความจริงแล้วเธอเปิดใจกับเราว่าตนมีปมในใจกับครอบครัวมาโดยตลอด
        “เป้าหมายสูงสุดของพ่อ-แม่เราที่ให้ไปอยู่มิชิแกนคืออยากให้เป็นหมอ แต่เราไม่อยากเป็นหมอ เขาก็ให้มีเป็นแฟนหมอ เราก็ไม่เอา ไม่เอาเด็ดขาด ตอนนั้นทะเลาะกันหนักเลย แม่เขารับไม่ได้ เขาก็ออกโรงด้วยความแรง บอกว่าฉันไม่รู้จะเลี้ยงลูกสาวไปทำไม อนาคตเธอก็ต้องแต่งงาน มีผั- เป็นฝรั่ง ฉันก็เลี้ยงเธอให้เป็นเมียฝรั่ง เธอมีประโยชน์อะไรบ้างในชีวิตฉัน ฉันไม่ต้องการเธอแล้วในชีวิตนี้
        เธออยากทำอะไรก็ทำไป ไม่ต้องกลับมาหาฉันนะ น้ำตาร่วงเลยนะ จะไม่ร่วงได้ยังไง มันฝังใจว่าลูกสาวคืออะไรที่เป็นส้วมหน้าบ้าน ทำไมคนไทยชอบพูดอะไรทางลบให้กับลูกสาวฟังก็ไม่รู้
        แต่มันดีนะ บอกตรงๆ ว่ามันทำให้เราแข็งแรงขึ้น ใครเป็นส้วมหน้าบ้าน ใครเป็นของสาธารณะ มาลองดูสิ ใครมาทำกับฉัน เดี๋ยวจะโดน มันก็ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น แล้วก็ไม่ยอมใครเท่าไหร่ในตอนเด็กๆ แต่ตอนนี้ไม่สนใจแล้ว ใครอยากทำอะไรก็ทำไป”

        โยคะ = ยารักษา
        “โยคะมันไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการรักษาอย่างเดียวนะ มันดัดร่างกายเราไม่พอ ดัดหลัง ดัดคอ มันดัดสันดานด้วย มันดัดให้สันดานของเราให้ดีขึ้น จากคนที่นอนดึก เฉื่อยชา ไม่เอาไหน บางทีก็ลอยๆ สมาธิกระจาย มันทำให้เรารู้หน้าที่ของเรา และรู้จักสังเกตตัวเอง”

        กว่า 6 ปีที่เธอได้รับบทบาทเป็นครูสอนโยคะประจำบ้าน ด้วยการเริ่มต้นแบบไม่ได้ตั้งใจ จากนักเรียนเพียงไม่กี่คน จนล่าสุดมีนักเรียนที่เดินทางมาเรียนโยคะกับเธอมากกว่า 200 คนแล้ว! 

        ด้วยความที่บ้านหลังปัจจุบันของเธอมีพื้นที่ไม่เพียงพอสำหรับจำนวนนักเรียนที่มากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอเดินหน้าสร้างบ้านใหม่ ซึ่งเคยซื้อที่ดินไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว เพื่อเปิดเป็นสตูดิโอสอนโยคะริมทะเลสาบ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนแต่ละครั้ง ด้วยวิวหลักล้านแต่เธอกลับคิดค่าเรียนโยคะแค่หลักร้อยเท่านั้นเอง

        “พื้นที่จริงๆ เล็กมาก รับคนเกิน 8 คน ถือว่าเยอะแล้ว ส่วนสถานที่ใหม่ พูดตรงๆ ว่าไม่ใช่นักธุรกิจ เป็นคนไม่ชอบเช่าสถานที่ ไม่ชอบคิดราคาให้คนแพง ไม่ได้คิดเพื่อกำไร แรกๆ ให้เขาหยอดเงิน เป็นการบริจาค หลังๆ เขาขอเลย ให้นักเรียนจัดการกันเอง เขาขอราคา เราก็คิด250 บาท เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงนะ เราเล่น 90 นาทีขึ้นไป

        เยียวยาผู้อื่น แต่ไม่ลืมรักษา(ใจ)ตัวเอง

        กว่า 8 ปีที่เธอดูแลแม่มาโดยตลอดอย่างไม่คลาดสายตา ทั้งต้องสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยให้มีสุขภาพใจที่ดีอยู่เสมอ 
        “เคยถึงขั้นซึมเศร้านะ พูดตรงๆ เคยอยู่กับแม่ ดูแลแม่แบบไม่ไปไหนเลย ไม่ออกกำลังกาย แม่จะตื่น แม่จะหลับ แม่กินก็ทำตามที่แม่ทำ เราจะตายนะ เพราะร่างกายคนเราถูกสร้างมาให้เคลื่อนไหว ให้ทำนั่น ทำนี่ แล้วเราซึมเศร้า 
        ทำไมต้องเป็นฉันคนเดียว ทำอะไรได้ จะไปกรี๊ดกร๊าดกับแม่ แม่ก็ค่อยๆ แย่ลง จะไปกรี๊ดกร๊าดกับใครดี เราเอาลูกเทนนิสมา ไปตีผนัง จะปลดปล่อยยังไงดี ให้ไปกินเหล้าเหรอ ทำไม่เป็นค่ะ (หัวเราะ) ไม่มีอะไรวิเศษเท่ากับการให้เหงื่อออกแล้ว กีฬานี่แหละวิเศษที่สุดแล้ว กระตุ้นเอนดอร์ฟิน ทำให้เรามีพลัง มีความสุข มันดีที่สุดแล้ว”

        “การอยู่ในโลกของไอจี หรืออินเตอร์เน็ต เราเป็นคนที่อยู่ในวงการตรงนี้ มันไม่อยากจะลงแค่เรื่องที่เป็นเชิงลบ ลงโมเมนต์การร้องไห้ มันรู้สึกว่าตอนนั้นมันแย่ที่สุดของตัวเราเอง และเราจะถ่ายวิดีโอตัวเอง มันก็ไม่ใช่ เราอยากจะเอาความทรงจำ หรือสิ่งดีๆ เก็บไว้ เพราะวันหนึ่งถ้าแม่ไม่อยู่แล้ว เราจะได้กลับไปดูอดีตได้
        อย่างลายมือแม่สวยๆ รื้อมาก็ไม่กล้าทิ้ง เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว แม่ค่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ บางทีแม่หมดกำลังใจ แม่น้อยใจว่าทำไมไม่เอาแม่ไปทิ้งข้างนอก ทิ้งกับคนขายของเก่า แม่ตลก (หัวเราะ) ทิ้งกับคนขายของเก่า รับซื้อไหม แม่เก่า ตู้เย็นเก่า


        บางอย่างก็ต้องรู้ว่าอะไรที่จะบริหารได้ และอะไรที่บริหารไม่ได้ อะไรที่ต้องยอมรับมันไป เรามีความรู้สึกตั้งแต่แม่เข้ามาในชีวิตเรา ย้อนไป 6-7 ปีก่อน เรารู้สึกว่าทำไมเป็นกรรมของฉัน คิดแบบนี้เลย รู้สึกเลยว่าทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมฉันต้องเป็นลูกสาวคนโต

        ถ้ามีคู่แล้วทุกข์..อยู่คนเดียวดีกว่า!
        “ถามว่าเคยรู้สึกว่าตัวเองต้องมีคู่ไหม มันนิยายนะ คิดว่ามันจะดูเป็นนิยายมากไปหรือเปล่า ตั้งแต่แองเจลิน่ากับแบรดพิตต์เลิกกัน มันยังมีความรักอยู่จริงๆ หรือเปล่าบนโลกใบนี้” (หัวเราะ)
        “ความรักไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่จุดสำคัญของชีวิต เราอยู่บนโลกนี้มาแทบจะพึ่งตัวเองตลอดเวลา พึ่งพ่อแม่ไปถึงส่วนหนึ่ง จบเสร็จก็เรียนหนังสือ ทำงานหาเงิน ปัจจุบันอยู่กรุงเทพฯ มา 6-7ปี ถามว่ามีใครที่เราโทรศัพท์ร้องไห้ ไปเล่าให้ฟังไหม ก็ไม่มีนะ 
        ถ้าทุกข์มากๆ ก็เก็บไว้กับตัวเองดีกว่า ไม่ใช่เรื่องที่เราจะแชร์ให้ใคร ส่วนใหญ่คนอื่นจะเล่าให้เราฟังว่าเป็นยังไงมากกว่า แต่สำหรับคนที่มีคู่ จริงๆ ก็ดีใจด้วยนะคะ ใครที่แต่งงานมีครอบครัวที่มีความสุขก็ดีใจกับเขาด้วย แต่ขอร้องอย่าเปรียบเทียบกับเรา 

        ชีวิตคู่ มันเหมือนการเดินทางด้วยกันไปสักพัก บางทีพอหินเข้ารองเท้า เราก็ต้องนั่ง บอกอีกคนว่า ขอเอาหินออกจากรองเท้าก่อนนะ นี่ฉันมีปัญหาเรื่องนี้ เรื่องนั้น ถ้าฉันไม่เอาหินออกจากรองเท้าจะทำให้เท้าเจ็บ เก็บกด จะระเบิดออกมา มันไม่งาม
        ฉะนั้น คนที่จะเข้ามาได้ ต้องเป็นเพื่อนก่อนนะสำคัญที่สุด เพราะเราไว้ใจ ต้องให้เกียรติกันพอสมควร ถามว่ามีบ้างไหม ก็มีบ้าง แต่พูดตรงๆ ตอนนี้โอเคมากๆ การที่เราอยู่แบบนี้ ดูแลแม่ไป”
        อย่าไปหาจากภายนอก แต่ควรเติมเต็มตัวเองให้ภายในเราเต็มก่อน ถ้าเราขาดความรักจากพ่อ เราหาคนให้มาเติมเต็มเหมือนพ่อเติมให้เราที่ขาดอยู่ จะมีความสุขจริงๆ หรือเปล่า ถ้ายังวัดความรักอยู่ที่วัตถุ หรือวัดความรักด้วยอะไรก็ไม่รู้”

        สำหรับเธอนั้น ยอมรับว่าแรกเริ่มก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับธรรมะอยู่บ้าง แต่ภายหลังก็ค้นพบว่าธรรมะที่จริงนั้น ไม่ต้องมองไปไกลถึงสิ่งอื่น แต่ คือ การรู้จักจิตใจของตัวเอง 
        “เคยมีคำถามนะว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ การให้เงินเยอะแปลว่าต้องขึ้นสวรรค์สูง ถ้าให้เงินน้อยก็ขึ้นสวรรค์ต่ำ เราไม่เข้าใจ มันไม่ใช่ธรรมะที่เราเข้าใจนะ แต่ธรรมะที่เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กคือการวิปัสสนาการรู้จักตัวเอง รู้จักลมหายใจ ใช้สมาธิฝึกให้โล่งสมอง มันทำให้อ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น
        สิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดเวลาไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา แต่ทั้งธรรมะ ทั้งตัวเอง ทุกอย่างทั้งหมดมันคือจิตของเราที่มันเคลื่อนไหวตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาต้องมีอะไรทำ นิ่งเป็นไหม ดับจิตของตัวเองเป็นไหม 
        ทุกคนต้องยอมรับว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถึงวันหนึ่งก็ต้องถึงตาเราต่อไป แต่วันนี้ เรามีโอกาสได้เจอ มีโอกาสได้สัมผัส ตื่นทุกเช้ามา ถามว่าคิดอะไรอยู่ เราคิดว่าได้เจอแม่อีกแล้ว แค่นี้ก็มีความสุข

ข้อมูลและภาพจาก mgronline

บทความที่คุณอาจสนใจ