แมทธิว ลีเดีย เปิดใจกลัวจน "ไม่กล้าเข้าใกล้ลูก" ตอนนี้เราเลยอยากทุ่มเวลาทั้งชีวิต ให้ลูกและครอบครัว

LIEKR:

เป็นคู่รักที่มีความคิดที่ดีมากๆ รับผิดชอบต่อสังคม มีจิตใจที่ดีมากๆ ขอให้ครอบครัวพี่ๆ ทั้งสองท่านมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปนะคะ

    แมทธิว - ลีเดีย ควงคู่เปิดชีวิต หลังหายเจอมรสุมชีวิตในช่วงเวลาที่ผ่านมา เล่าถึงช่วงเวลาที่รู้ครั้งแรก จนถึงวันรักษาตัว กลัวว่าจะตัวเองจะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว ออกตัวประกาศให้โลกรู้ เพราะอยากรับผิดชอบต่อสังคม

    ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ สำหรับคู่รัก แมทธิว ดีน กับภรรยาคนสวย ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่กุมมือกันฝ่าฟันเวลาอันโหดร้านมาด้วยกัน แล้วมาวันนี้ทั้งคู่หายขาดจากสถานการณ์นั้นมาได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ 

 

Sponsored Ad

 

    ล่าสุด แมทธิว ลีเดีย ได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มี เบนซ์ พรชิตา และ ใบเฟิร์น พัสกร เป็นพิธีกร โดยได้ออกมาเล่าไว้ว่า...

นี่เป็นครั้งแรกที่ออกรายการสด หลังหายร้อยเปอร์เซ็นต์ ?

 

Sponsored Ad

 

    แมทธิว : ใช่ครับ ตื่นเต้นเหมือนกันนะ

คนทั้งประเทศส่งกำลังใจมาให้ครอบครัวนี้สุด ๆ เลย ?

    ลีเดีย : กำลังใจก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านมาได้ เพราะว่าตอนนั้นเหมือนมันไม่รู้อะไรเลย รออย่างเดียว ไม่มีใครให้คำตอบได้เลย แต่พอมีกำลังใจเรารู้สึกโอเค ต้องผ่านไปให้ได้

ตอนพี่แมทรู้คนแรก แล้วพี่แมทตัดสินใจบอกน้องเดียว่ายังไง ?

 

Sponsored Ad

 

    แมทธิว : ก็เริ่มจากมีอาการผิดปกติ ตื่นมาก็มีไข้เบา ๆ แล้วก็ปวดเนื้อปวดตัวก็เลยไปเช็ก แต่ในใจก็คิดเหมือนทุกคนว่าเราไม่น่าเป็นหรอก ตอนนั้นคนในประเทศไทยเป็นไม่ถึงร้อยคน เราไม่คิดว่าเราจะเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ก็ไปตรวจ คุณหมอก็โทรมาคอนเฟิร์ม เราก็ตกใจ นี่มันเป็นเรื่องจริงเหรอ อย่างแรกก็โทร. บอกเดีย ซึ่งก็อยู่ในบ้าน

    ลีเดีย : ตอนนั้นเดียอยู่บ้านเลี้ยงลูก ตอนพี่แมทไปตรวจเขาก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านอีกหลัง ไม่ได้เจอกันเลย แล้วต้องรอผลประมาณ 12 ชั่วโมง พอตรวจเสร็จพี่แมทก็บอกว่าต้องแยกไป เพราะไม่รู้ว่าเป็นหรือไม่เป็นแต่ก็ต้องแยกตัวไปก่อน รอผล ตอนโทร. มาบอกก็เลี้ยงลูกอยู่ในบ้าน เราก็ตกใจ แล้วยังไงต่อ แล้ววิ่งไปหาพี่แมท ตอนนั้นทิ้งลูกก่อน เอาสามีให้รอดก่อน ก็ฝากลูกไว้กับคุณพ่อคุณแม่

 

Sponsored Ad

 

    แมทธิว : ผมบอกว่าไม่ต้องมาหา แต่เดียยืนยันที่จะมาหาให้ได้ ก็กอดกันนิดหน่อย เศร้า แล้วก็เริ่มคิดแผนต่อไปว่าจะทำยังไงในเมื่อเป็นแล้ว คือรู้อย่างเดียวจะมีคนติดต่อมา แล้วพาไปอยู่โรงพยาบาล ก็รออย่างเดียว แต่ว่าในระหว่างที่รอ เราก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ใหม่ ค่อนข้างน่ากลัวจากที่เราเห็นภาพในประเทศจีน ประเทศอื่น ๆ เราต้องเซฟตัวเอง เซฟคนรอบข้าง และคนอื่น ๆ ที่เราเจอ ในช่วงนั้นงานเยอะมาก อีเวนต์ก็เยอะ จัดมวย ไปออกกำลังกายเจอคนแบบเป็นหลายสิบคน มันมีโอกาสที่จะเป็นกันเยอะมาก อย่างแรกที่เราคุยกันไว้ก็ต้องบอกทุกคนให้ทราบว่าเราติด แล้วเขาอาจจะเป็นด้วยก็ได้

 

Sponsored Ad

 

    ลีเดีย : ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไงบ้าง มันไม่มีขั้นตอนบอกว่าพอเป็นแล้วคุณต้องทำแบบนี้

แล้วตอนนั้นพอเดียรู้ปุ๊บ เดียจัดการกับตัวเองกับลูกยังไง ?

 

Sponsored Ad

 

    ลีเดีย : ตอนนั้นก็ยังทำอะไรไม่ถูก ก็อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี่แหละ ไปกักตัวอยู่ข้างนอก จริง ๆ คลิปที่พี่แมทถ่ายมาจริง ๆ มันมีรายละเอียดเยอะมาก ขั้นตอนการไปตรวจยังไง เราอัดเป็น 10 นาที 12 นาที เสร็จแล้วแบบรายละเอียดยังไม่หมด งั้นบอกไปก่อนแล้วกัน สั้น ๆ ก็เลยออกมาเป็นคลิปอันนั้น

ทำไมพี่ถึงตัดสินใจบอกคนอื่น แทนที่ฉันเก็บเอาไว้แล้วไปหาหมอ ดีกว่าไหม ?

Sponsored Ad

    แมทธิว : มันก็มีอยู่ในใจลึก ๆ ประกาศไปแล้วคนจะกลัวเราไหม เขาจะรังเกียจเราไหม เป็นอะไรยังไง แต่เราคิดว่าตรงนั้นมันเป็นเรื่องเล็ก ถ้าเทียบกับคนรอบ ๆ เราร้อย ๆ คนหรือพัน ๆ คน อาจจะติดมาจากเราด้วยซ้ำ

    ลีเดีย : ถ้าเขาต้องจากไปขึ้นมาก็เป็นความผิดเราไง เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้

    แมทธิว : ก็อยากให้ทุกคนรับทราบตรงนั้น เซฟตัวเอง เซฟคนในครอบครัวตัวเองไว้ก่อน เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ง่ายที่สุด อย่างแรกเราก็โทร. หาคนที่เรารู้จัก คนที่มีเบอร์ คนที่เราเจอมา ก็โทร. ไล่เอา แต่มันบอกได้ไม่หมด บางคนไม่รับสายด้วย เพราะฉะนั้นลงไอจีเท่านั้นของทั้งคู่

คิดไหมว่าการที่พี่แมทธิวอัดคลิปไปมันจะกลายเป็นข่าวใหญ่โตเลย ?

    แมทธิว : ไม่คิด หลัก ๆ อยากให้คนรู้ แล้วก็อยากให้คนในประเทศไทยรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงแล้วนะ จากที่เราเห็นห่าง ๆ ว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน แต่ตอนนี้กูยังเป็น มึงก็เป็นได้เหมือนกันนะ

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือการจับไปรักษา พอไปถึงโรงพยาบาลเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ?

    แมทธิว : ไม่ได้อยู่ด้วยกัน คือของผมได้ผลก่อน จากนั้นเดียก็ไปตรวจ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเราต้องอยู่โรงพยาบาลกี่วัน จะต้องใช้เวลารักษาเท่าไหร่ จากที่เห็นจากเคสอื่น ๆ คุยกับคุณหมอ บางคนก็อยู่ 10 วัน บางคนอยู่ 20 วัน บางคนอยู่ถึง 40 วันก็มี ใจเราเองเดาว่าน่าจะอยู่กลาง ๆ น่าจะ 14 วัน เพราะว่าเราค่อนข้างแข็งแรงในระดับหนึ่ง พอหลังจากนั้น 3 วัน เดียก็เข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน แต่เข้าอีกที่หนึ่ง ก็เดาว่าอีก 10 วันก็น่าจะได้เจอกันแล้ว จริง ๆ การที่เข้าโรงพยาบาลแบบนี้ไม่ได้เตรียมใจไว้กับการที่ต้องอยู่ห่างจากลูก ซึ่งมันหนักตรงนี้ เรื่องร่างกาย กินยาไปเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นได้ แต่ว่าความรู้สึกที่เราห่างจากลูก

แยกกันนานไหม ?

    ลีเดีย : แยกกันน่าจะเป็นอาทิตย์กว่า 7-8 วัน ช่วงนั้นมันไม่มีมาตรการที่แน่นอนชัดเจนว่าต้องรักษาที่ไหน ยังไง แล้วคนที่เป็นจะต้องไปอยู่แต่ละสถานที่เฉพาะ แล้วตอนนั้นมันเริ่มมีมาเรื่อย ๆ จนมันเต็ม เดียก็ไปกับพี่แมทไม่ได้ เพราะตอนนั้นไม่มีที่ มันก็เลยต้องแยกกันสักพัก แต่พอทุกอย่างเริ่มมีการเคลื่อนไหว โอเค เราต้องมาตรการแบบนี้ ๆ ก็เลยสามารถมาอยู่ด้วยกัน รักษาด้วยกัน เพราะว่าตอนนั้นย้ายมาอยู่ด้วยกัน 

.

แต่ก็มีอีกเรื่องที่ทำให้พี่ลีเดียจิตตกหนักไปกว่าเดิมอีก คือข้าง ๆ ห้องรู้สึกว่าจะลาโลกนี้ไป ?

    ลีเดีย : ใช่ ตอนนั้นเหมือนมีคนแบบเราจำนวนหนึ่งที่มารักษา เราก็ติดตามอาการของทุกคนว่าแบบเป็นยังไงบ้าง แต่ก็มีเคสหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันกระทบ ก็คือว่าเขาเข้ามาพร้อมกับเรา แล้วทุกอย่างมันเร็วไปหมด ก็ทำให้จิตตกมาก

พอมาอยู่ด้วยกันแล้วมันทำให้มีกำลังใจมากขึ้นกว่าเดิมไหม ?

    ลีเดีย : แน่นอน เพราะว่าถ้าต้องอยู่คนเดียวไปตลอดเป็นเดือนกว่า แล้วอยู่ในห้องอย่างนั้นแล้วไม่เจอใครมันก็หนัก แต่พอได้อยู่ด้วยกัน ก็รู้สึกว่าเราก็ยังโชคดีที่อย่างน้อยก็มีกันและกันอยู่

.

.

พอรู้ตัวว่าหายร้อยเปอร์เซ็นต์ เจอหน้าลูกครั้งแรกรู้สึกยังไง ?

    แมทธิว : แรก ๆ คิดว่าทุกคนจะร้องไห้ คิดว่าตัวเรา ลูกเราจะร้องไห้ แต่ว่ามันดีใจจนมันร้องไห้ไม่ออก ลูกมากอดเราเขาก็ไม่ร้อง เขาไม่พูดอะไรด้วยซ้ำ กอดแน่นมาก กอดเป็นนาทีเลย

แล้วลูกคนเล็กเคยคิดไหมว่ากลับมาเขาจะจำเราได้ไหม ?

    ลีเดีย : กลัวจำไม่ได้ เพราะตอนนั้นเขาแค่ 6-7 เดือนเอง โมเมนต์แรกเขาก็จำเดียไม่ได้นะ เขาก็งง ๆ ว่าใคร แล้วก็ไม่ได้เจอกันนานมาก แต่เวลาคุยวิดีโอคอลเขาก็จำเสียงเราได้ คึกคัก แต่พอกลับมาก็ใช้เวลา 2 วัน ก็เหมือนเดิม

กลับมาอยู่บ้านแล้วก็ยังมีอาการนอยด์อยู่ ?

    แมทธิว : นอยด์มาก เพราะว่าอยู่โรงพยาบาลเราก็ใส่แมสก์ตลอดเวลา เราก็เจอแต่คุณหมอกับคุณพยาบาลซึ่งเขาก็ใส่เป็นชุดเซฟตี้มาเลย ทุกอย่างเซฟในนั้น แต่กลับมาบ้านแล้วก็ใส่แมสก์ แต่มันก็ไม่ได้เซฟหรือว่าสะอาดเหมือนอยู่ในโรงพยาบาล แล้วเจอคนเยอะ เจอเด็กด้วย ตัวเล็กก็อยากจะเข้ามากอด มาจูบ เราก็แบบว่าใจเย็น คุณหมอบอกว่าเราเซฟแล้วแต่ก็อยากให้ใส่ไว้ก่อน

    ลีเดีย : เราก็พารานอยด์ อย่างพี่แมทพารานอยด์มากกว่าเดีย อย่างเดียถึงบ้านก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปแล้ว เราดีใจได้กลับมาบ้าน เรารอดแล้ว แต่พี่แมทกลับมายิ่งเครียดกว่าเดิม คือเขากลัวว่าจะไปแพร่ให้คนในบ้าน เวลากินข้าว กินน้ำ ก็เปิดประตูออกไปนอกบ้านเพื่อถอดหน้ากากกินน้ำ คือจะไม่ถอดหน้ากากในบ้าน ไม่ให้นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน คือไม่ได้กินพร้อมกัน ไม่ได้กินจานเดียวกัน แต่พี่แมทก็บอกว่าไม่ได้ ไปกินข้างนอก ก็ใช้ช้อนพลาสติกกินแล้วทิ้ง ก็เป็นแบบนี้มาเป็นเดือน

    แมทธิว : กลัว เหมือนว่ามีคนติดจากเรามาแล้วคนหนึ่ง ก็ไม่อยากให้มันมีคนอื่นด้วย มันก็เลยฝังอยู่ในหัว

พี่แมทเขาเคยโทษตัวเองไหมว่าเป็นเพราะเขาเลยทำให้เดียติด ?

    ลีเดีย : ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลช่วงแรกก็เป็น เหมือนเขาก็ดาวน์ คือเขากลัวมากที่จะติดพ่อแม่ เพราะว่าคนที่อายุมากเขาก็มีโอกาสตายได้สูง เขาก็กังวลตั้งแต่แรกที่รู้ว่าเป็น แล้วเขาก็หวังว่าเดียจะไม่เป็น พอเป็นปุ๊บทุกอย่างก็เริ่มดาวน์ เพิ่งเห็นพี่แมทดาวน์แบบนั้น ในชีวิตไม่เคยเจอ แต่ในวันนั้นก็รู้ว่าเขากังวล

ที่รู้ว่าพี่ลีเดียติด พี่แมทรู้สึกยังไงบ้าง 

    แมทธิว : มันเป็นวันที่เศร้ามาก รู้ว่าเขาติดจากเรา ต้องเข้าโรงพยาบาลเหมือนเรา ซึ่งเราเป็นเองก็รับได้แหละ มันเป็นความรับผิดชอบ แต่คนอื่นติดจากเรามันทำใจยากครับ ย้อนเวลากลับไปก็ไม่อยากให้เป็น

ล่าสุดพาครอบครัวไปหัวหิน ?

    แมทธิว : แฮปปี้สุด หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลก็เพิ่งมาเที่ยวตอนนั้น

    ลีเดีย : พอเราผ่านเหตุการณ์นั้นมาปุ๊บก็รู้สึกว่าเราไม่ต้องไปหาความสุขอะไรยาก ๆ เลย มันอยู่แค่คนในครอบครัวเราได้ไปเที่ยว ได้ใช้เวลาด้วยกัน แค่นั้นก็แฮปปี้แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตหลังจากนี้ไปก็อยากมีเวลาให้ครอบครัวเยอะ ๆ พาไปเที่ยว ใช้ชีวิต บางทีเราอาจจะทำงานเยอะไป จนลืมไปว่าบางทีความสุขก็ไม่ได้ใช้เงินทองซื้อมาเสมอไป

อยากให้พูดอะไรถึงกัน หลังจากที่ผ่านอุปสรรคมา ?

    แมทธิว : ต้องขอบคุณจริง ๆ เป็นคนที่อยู่เคียงข้างผมตลอดในทุก ๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แล้วเป็นคนที่ให้กำลังใจได้ดี แล้วสามารถที่จะช่วยกันคิดแนวทางที่เราควรจะใช้ชีวิต มันอาจจะเหมือนน้ำเน่า แต่เขาทำให้ผมเป็นคนดีขึ้นมาหน่อยนะ ประมาณหนึ่ง ในเรื่องของความคิดอะไรต่าง ๆ เป็นคนที่ค่อนข้างชัดเจน

    ลีเดีย : ถ้าไม่มีพี่แมทอยู่ในชีวิต เดียคิดว่าคงผ่านอะไรไปได้ยาก อย่างช่วงที่ต้องรักษาตัวเราดาวน์มาก แล้วก็เครียด คิดลบตลอดเวลา แล้วการที่ได้มารักษาอยู่ด้วยกัน พี่เขาสามารถทำให้เรามีกำลังใจหายเครียดได้ มันดีกับชีวิตเรามากเลย ไม่งั้นเราคงตายกับความเครียดที่โรงพยาบาล อันนี้เอาจริง ๆ นะมันไม่ได้อยู่ในหัวสมอง เหมือนมันหลั่งเคมีอะไรมาสักอย่าง ทำให้ตัวสั่น หายใจไม่ออก ขนาดใส่สายออกซิเจน มันหนักจริง ๆ การที่มีพี่แมทอยู่เคียงข้างทำให้เราฝ่าฟันอะไรได้เต็มที่ที่ผ่านมา

.

ชมคลิป

คลิปเปิดไม่ออก >>> กดตรงนี้ คลิ๊ก <<<

ที่มา : รายการคุยแซ่บ Show

บทความที่คุณอาจสนใจ