กินอาหารใส่กะทิ แล้วท้องอืด! "หม่อมป้อม" เผยเคล็ดลับ "คนโบราณ" อร่อยขึ้น แถมกระตุ้นระบบขับถ่าย!

LIEKR:

กินอาหารใส่กะทิ แล้วท้องอืด! "หม่อมป้อม" เผยเคล็ดลับ "คนโบราณ" อร่อยขึ้น แถมกระตุ้นระบบขับถ่าย!

        ท้องอืดถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป อาจด้วยสาเหตุที่มาจากการกินอาหารในแต่ละวัน หรืออาจเป็นเพราะระบบย่อยอาหารของแต่ละคนทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ 

Sponsored Ad

        ดังนั้นเพื่อไม่ให้สุขภาพร่างกายย่ำแย่ การรู้ถึงสาเหตุ อาการ วิธีแก้ไข และป้องกันจึงมีความสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับอาการดังกล่าวได้ทันท่วงที

        หลายคนคงเคยเจอปัญหาทานแกงกะทิแล้วท้องอืดนี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความอึดอัดท้องให้แก่ผู้ทานโดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ที่เริ่มมีอายุตำหรับไทย อาทิเช่น หลน แกงเทโพ แกงพะแนง หรืออื่นๆ หลังมีอาการแบบนี้เกิดขึ้น คนสมัยก่อนจึงนำ “สมุนไพรไทย” มาแก้อาการเหล่านี้ เมื่อรับประทานเข้าไปบางครั้งอาจจะเกิดอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นได้ง่าย 

Sponsored Ad

        ดังนั้น “หม่อมหลวงขวัญทิพย์” หรือ "หม่อมป้อม" พิธีกรและหนึ่งในคณะกรรมการจากรายการ Master Chef Thailand ได้ออกมาแนะนำว่าควรกิน "ขมิ้นขาว" คู่กันกับอาหารที่ใส่กะทิ เพื่อขับลม และลดอาการจุก เสียด แน่นท้องจากกะทินั่นเอง แถมขมิ้นขาวยังช่วยทำให้อาหารมีรสชาติที่ดีขึ้นอีกด้วย

Sponsored Ad

        สำหรับบางคนที่ไม่ชอบรับประทานสมุนไพร หรือผัก ทีมงานก็ได้มีข้อแนะนำ และวิธีแก้ในเบื้องต้นมาฝากกันด้วย         

Sponsored Ad

1. หลีกเลี่ยงการทานผักดิบ

        อย่างที่ทราบกันดีว่าผักจะมีส่วนประกอบของเส้นใยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากคุณทานผักเข้าไปในปริมาณมากก็จะทำให้ร่างกายเกิดอาการท้องอืดได้ เพราะร่างกายของคนเรานั้นไม่มีน้ำย่อยเส้นใยดังกล่าว แต่มันจะอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ที่คอยเป็นตัวย่อยเส้นใยชนิดนี้ ดังนั้นหากคุณมีอาการท้องอืดแต่ต้องการที่จะทานผัก แนะนำให้ทานผักที่ผ่านการลวกหรือต้มจะดีกว่าอย่างแน่นอน เพราะผักที่ผ่านการทำให้สุก จะช่วยแก้ไขอาการท้องอืดได้

Sponsored Ad

2. เคลื่อนไหวร่างกายเมื่อมีอาการจุกเสียด

        เมื่อใดที่รู้สึกจุกเสียดในท้อง แนะนำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว อาจเลือกวิธีการเดินภายในบ้าน หรือลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว แต่ไม่แนะนำให้นั่งแต่ที่เดิม เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังทำให้อาการจุกเสียดยิ่งรุนแรงขึ้นอีกด้วย

Sponsored Ad

3. ทานมื้อเล็กพร้อมเคี้ยวให้ละเอียด

        การทานมื้อเล็กและหมั่นเคี้ยวอาหารให้ละเอียดจะช่วยแก้ไขอาการท้องอืดได้ ในขณะที่การทานอาหารมื้อใหญ่จะทำให้เกิดการดื่มน้ำคราวละมากๆ ดังนั้นจึงทำให้อาหารเกิดการโป่งออกมา และทำให้หูรูดในบริเวณหลอดอาหารที่อยู่ส่วนล่างเกิดการหย่อนลง และนั่นจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้นเช่นกัน

Sponsored Ad

4. ดื่มน้ำอุ่น

        หากคุณมีอาการท้องอืด แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกทานยาชนิดใด หรือบางครั้งอาจมีความจำเป็นไม่สามารถหายามาทานได้ แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่พอประมาณ เพราะน้ำอุ่นจะช่วยให้กรดและน้ำย่อยไหลลงกระเพาะอาหารได้เร็วขึ้น จึงทำให้อาการดังกล่าวค่อยๆ หายดีขึ้น

5. ลดของหวาน อาหารมัน และเนื้อสัตว์

        ไม่ว่าจะเป็นของหวาน อาหารมัน หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ ล้วนเป็นอาหารที่ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงควรใส่ใจในเรื่องการเลือกทานอาหารในแต่ละวันให้ดี โดยเริ่มจากการจดบันทึกรายการอาหาร เพื่อที่จะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวได้ เนื่องจากกระเพาะอาหารของคนเรานั้นต้องใช้เวลามากถึง 5-8 ชั่วโมงในการย่อยอาหารประเภทดังกล่าว และนั่นจึงทำให้เกิดการหมักหมม จนกลายเป็นแก๊สในท้องได้

6. ดื่มชาสมุนไพร

        การดื่มชาสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นชาขิง ชาเทียนข้าวเปลือก หรือชาเปปเปอร์มิ้นท์ จะช่วยลดอาการท้องอืดได้เป็นอย่างดี เนื่องจากชาสมุนไพรนั้นจัดเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้อาการท้องอืดหายได้เร็วขึ้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมทุกครั้งที่ทานอาหารมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น แล้วตามด้วยดื่มชาสมุนไพร จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากอาการท้องอืดได้

7. เคี้ยวเมล็ดเทียนข้าวเปลือก

        เมื่อมีอาการท้องอืด การนำเมล็ดเทียนข้าวเปลือกมาเคี้ยวจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้ เนื่องจากเมล็ดเทียนข้าวเปลือกนั้นมีสรรพคุณช่วยในการกระตุ้นการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ทั้งนี้มันยังมีฤทธิ์ในการขับลมภายในกระเพาะอาหาร และยังช่วยทำให้ลมหายใจของคนเราหอมสดชื่นอีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีอาการท้องอืดหลังจากทานอาหารแต่ละมื้อ แนะนำให้เคี้ยวเมล็ดเทียนข้าวเปลือกเข้าไป จะช่วยแก้ไขอาการท้องอืดได้อย่างแน่นอน

8. หลีกเลี่ยงการทานผลไม้พร้อมกับเนื้อสัตว์

        เนื่องจากการที่คนเราทานผลไม้เข้าไป ระบบย่อยอาหารจะใช้เวลาในการย่อยผลไม้ประมาณ 30 นาที ในขณะที่การทานเนื้อสัตว์ต้องใช้เวลาในการย่อยมากถึง 5 ชั่วโมง ดังนั้นเมื่อทานเนื้อสัตว์และผลไม้ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน จะทำให้เนื้อสัตว์ไปขัดขวางการย่อยผลไม้ทันที และนั่นจะทำให้น้ำตาลและเอนไซม์ที่อยู่ในผลไม้สร้างความปั่นป่วนภายในท้อง จนทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ หากต้องการทานทั้งเนื้อสัตว์และผลไม้ แนะนำให้ทานห่างกันประมาณ 30 นาทีเป็นอย่างต่ำ จะทำให้ร่างกายปลอดภัยจากอาการท้องอืดได้

9. เคี้ยวโป๊ยกั๊ก

        การเคี้ยวโป๊ยกั๊กจะช่วยแก้ไขอาการท้องอืดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะโป๊ยกั๊กจัดเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการขับลมภายในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้เช่นกัน สำหรับใครที่ใจกล้ามากพอ หรือชื่นชอบการทานสมุนไพรแต่เดิมแล้ว แนะนำให้เคี้ยวโป๊ยกั๊กสดๆ หลังจากทานอาหารแต่ละมือที่จัดเต็ม หรือหากไม่ชอบกลิ่นของสมุนไพรเอามากๆ ก็แนะนำให้ใส่ลงไปในอาหารสักหนึ่งเมนู เพื่อให้กลิ่นของโป๊ยกั๊กจางลงจากเดิม

10. ลดปริมาณน้ำตาลในอาหาร

        ทราบกันหรือไม่ว่าน้ำตาลทุกชนิดนั้นมีส่วนทำให้ท้องของคนเราเกิดอาการปั่นป่วนได้เสมอ อีกทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นแก๊สในกระเพาะอาหารได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อลดอาการท้องอืดที่จะเกิดขึ้น จึงควรลดปริมาณน้ำตาลทั้งจากการปรุงอาหาร หรือจากการสั่งเครื่องดื่มที่ร้านให้ลดปริมาณน้ำตาลลงมาจากเดิม รับรองว่าอาการท้องอืดจะไม่มีทางมากวนใจได้บ่อยๆ

วิธีการป้องกันโรคท้องอืด

        การป้องกันไม่ให้เกิดโรคท้องอืดนั้นมีหลากหลายวิธีให้เลือกปฏิบัติด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครมีความสามารถที่จะป้องกันด้วยวิธีใด ในส่วนของการป้องกันโรคท้องอืดที่ให้ผลดีแก่ร่างกายมีดังนี้

1. ห้ามเอนตัวนอนทันทีหลังจากทานอาหาร

        พฤติกรรมนี้ อาจเป็นพฤติกรรมยอดฮิตที่คนเรามักทำกันจนติดเป็นนิสัย โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทำงานเหนื่อยๆ มานั่งทานอาหาร เสร็จจากทานอาหารอาหารก็รีบเอนตัวนอนทันที และนั่นจึงทำให้เกิดอาการท้องอืดตามมาแบบติดๆ เพราะการที่คนเราเอนตัวนอนทันทีนั้น จะทำให้กรดไหลย้อนขึ้นได้ง่าย

2. ทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

        การทานอาหารมื้อสุดท้ายของวัน ควรอยู่ในช่วงก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อลดการเกิดอาการกรดไหลย้อนนั่นเอง แต่หากมันยังแสดงอาการท้องอืด ก็ควรเขยิบเวลาอาหารมื้อสุดท้ายให้เร็วขึ้นคราวละ 1-2 ชั่วโมง เช่น จากเดิมทานในช่วง 6 โมงเย็น ก็เปลี่ยนมาเป็น 5 โมงเย็น

3. ลดอาหารประเภทที่มีมัน

        ควรลดปริมาณการทานอาหารจำพวกของมัน เช่น อาหารประเภททอด อาหารที่มีส่วนผสมของครีม เนย หรือแม้แต่เนื้อสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้น หรือไส้กรอก เป็นต้น ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องอืดได้ง่าย

4. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง

        หลายคนอาจมีพฤติกรรมชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือบางคนถึงขั้นขาดหมากฝรั่งไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องอืด จึงควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งจะเป็นการดีที่สุด เพราะหมากฝรั่งจะมีส่วนผสมของน้ำตาลเทียม เช่น ไซทินอล และน้ำตาลชนิดดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ง่าย เพราะมันมีส่วนทำให้แบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลาย จนเกิดเป็นแก๊สในลำไส้และทำให้เกิดท้องอืดตามมานั่นเอง

5. หมั่นเดินเล่นหลังจากทานอาหาร

        การเดินเล่นประมาณ 5-10 นาทีหลังจากทานอาหารแต่ละมื้อ จะช่วยป้องกันการเกิดอาการท้องอืดได้ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

6. รักษามาตรฐานของน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

        การรักษาน้ำหนักของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์นั้น จะส่งผลดีทั้งในเรื่องของสุขภาพร่างกาย และรวมไปถึงเรื่องของการป้องกันโรคต่างๆ ได้ เพราะการปล่อยให้ร่างกายมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ถึงขั้นอยู่ในภาวะของการเป็นโรคอ้วน จะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคท้องอืดได้ง่าย ที่สำคัญโรคท้องอืดจะยิ่งกำเริบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

7. บอกลาเสื้อผ้าที่คับ

        การสวมใส่เสื้อผ้าที่คับหรือฟิต จะส่งผลทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ง่าย โดยเฉพาะการสวมใส่กางเกงหรือกระโปรงที่รัดเข็มขัดแน่นจนเกินไป จะเป็นการเพิ่มความดันภายในช่องท้อง และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นได้ง่ายนั่นเอง

8. งดเครื่องดื่มบางชนิดและบุหรี่

        สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการท้องอืดมาจากการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มบางชนิด เช่น น้ำอัดลม กาแฟ ชา และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้ รวมทั้งบุหรี่จะมีส่วนทำให้เกิดแก๊สในปริมาณที่มากขึ้นภายในกระเพาะอาหาร จึงทำให้เป็นโรคท้องอืดได้

9. ควบคุมการทานมื้อใหญ่ในปริมาณที่เหมาะสม

        เพราะการทานมื้อใหญ่ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เกิดการหลั่งกรดที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการรู้จักควบคุมการทานมื้อใหญ่ในปริมาณที่เหมาะสม และหันมาทานมื้อเล็กบ่อยๆ พร้อมทั้งเคี้ยวให้ละเอียด จะช่วยป้องกันอาการท้องอืดได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลและภาพ จาก line / honestdocs

บทความที่คุณอาจสนใจ