เปิดชีวิต "หมูอ้วน เชิญยิ้ม" จากตลกดาวรุ่ง สู่ขาลง ผันตัวเป็นจิตอาสา ตัดผมให้คนจน-นักเรียนฟรี

LIEKR:

"...แม้จะไม่มีเงินก็ตาม แต่แค่เห็นผู้คนมีรอยยิ้มมีความสุขผมก็ดีใจที่สุดแล้ว" - หมูอ้วน เชิญยิ้ม

        ชายร่างใหญ่ผู้ไม่ยอมแพ้คนนี้ อาจจะหลงลืมไปแล้วในความทรงจำของหลายๆ คน เขาชื่อ นายภีรทัศน์ โกสกุล หรือหมูอ้วน เชิญยิ้ม ตลกในอดีตที่ปัจจุบันอายุปาเข้าไป 59 ปีแล้ว

        ทว่าคนทั่วไปโดยเฉพาะบรรดานักเรียน ผู้ ป่ ว ย คน พิ ก า ร ผู้ยากไร้ จะเรียกหนุ่มใหญ่คนนี้ว่า “พญายมจิตอาสา” 

Sponsored Ad

        หมูอ้วน เชิญยิ้ม เล่าอดีตว่า ชื่อเล่นจริงๆ คือ “ชาย” เกิดที่ กทม. พ่อแม่เปิดร้านอาหารอยู่ย่านสำเพ็ง แต่ด้วยความที่หัวขี้เลื่อยทำให้เรียนไม่ดี เรียนไม่จบ แต่ไม่ได้เกเร สุดท้ายต้องลาออกตอน มศ.1

        “พอแม่เ สี ย ผมก็เริ่มทำงานหนักขึ้น ไปรับจ้างขายผ้าที่ร้านคนแขก ขายอยู่นานจนต้องไปเกณฑ์ทหาร กลับออกมาก็ยังมาขายผ้าอีก แต่ในใจคิดมาตลอดว่ามันไม่ใช่เรา ผมชอบตลกแม้จะเป็นคนไม่ตลก แต่ก็หวังว่าจะได้เล่นตลกสักครั้ง”

Sponsored Ad

        มันเหมือนชีวิตที่มีความฝันแต่ไร้ความจริง เพราะตลอดมา “เขา” ไม่เคยเข้าใกล้คำว่าตลกเลย กระทั่งวันหนึ่งเหมือนฟ้าประทาน เมื่อเขามาเปิดร้านริมถนนขายอาหารตามสั่งแถวๆ สามแยกไฟฉาย ย่านบางกอกน้อย ซึ่งสมัยก่อนจะรู้กันดีว่าตรงจุดนั้นเป็นที่ตั้งของสถานีขนส่งสายใต้เก่า และยังเป็นจุดรวมพลของบรรดาตลกในยุคที่มักจะมาระดมพลกันก่อนจะเดินทางออกไปเล่นตลกตามจุดต่างๆ

Sponsored Ad

        “เอาตรงๆนะผมเห็นพวกพี่ๆนักแสดงตลกมากินข้าวที่ร้าน ผมก็ตัดสินใจหน้าด้านเดินเข้าไปหาพวกพี่ๆที่เล่นตลกว่าอยากจะเล่นตลกด้วย พวกเขาก็งง แต่ผมแสดงความจริงใจเขาเลย สุดท้ายผมก็ได้เล่นตลกจริงๆ ผมจึงปิดกิจการแล้วทุ่มให้กับตลกทันที เพราะใฝ่ฝันมาตลอด”

        ใช่ว่าถนนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแบบปูพรมแดงให้เดิน เมื่อโชคชะตาไม่อาจมีใครกำหนดหรือหยั่งรู้ฟ้าดินได้

        “ช่วงแรกมันดีมาก มีงานตลกตลอด ผมได้ชื่อเรียกใหม่ว่า หมูอ้วน ชวนยิ้ม แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็น หมูอ้วน เชิญยิ้ม ได้เงินคืนนึงตก 3 – 4 พันบาท ก็เอามาแบ่งกัน แต่ผมไม่ใช่ตัวชูโรงหรอกนะ ก็อย่างที่บอกผมเป็นตลกที่ไม่ตลก คือเล่นให้มันตลกยังไง มันก็ไม่ตลกอยู่ดี จากนั้นก็เล่นมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2540 เป็นต้นมา เศรษฐกิจแย่ คาเฟ่ค่อยๆ ปิดตัวลง ตลกก็แยกย้าย นั่นแหละถึงเข้าสู่ภาวะเตะฝุ่น”

Sponsored Ad

        ชีวิตตลกที่ขึ้นเร็วลงเร็วมันเป็นสัจธรรมที่ต้องยอมรับ ตลกรุ่นใหม่วัยรุ่นสามารถไล่ตามยุคนั้นสมัยนั้นทันว่าต้องทำอย่างไรจับทางอย่างไรถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่สำหรับตลกรุ่นใหญ่มันไม่ง่ายเลย ความรู้ก็ไม่มี วิชาตลกก็ไม่แก่กล้า ทำได้แค่ไปโชว์ตัวเป็นตลกตัวประกอบหาเช้ากินค่ำไปวันๆ

        “อนาคตผมมันมืดมน มองไปทางไหนก็ตัน กระทั่งวันหนึ่งมีคนมาติดต่อให้ผมไปช่วยรณรงค์เกี่ยวกับเ ม า ไ ม่ ขั บ ผมก็แต่งเป็นฮีโร่ แต่เพราะไม่มีเงินซื้อมันเลยไม่ค่อยเหมือนฮีโร่เท่าไร แค่รู้สึกในวันนั้นว่าเราโอเคนะ มันมีคนชอบ แต่งแฟนตาซีแบบนี้มีคนชอบ เราเรียกเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มเขาได้ เลยฝังใจและคิดได้เลยว่าเราจะเป็นตลกแนวแฟนตาซี คือต้องมีชุดประจำตัวที่เป็นเอกลักษณ์”

        เมื่อคิดได้ดังนั้น ประกอบกับเงินจะซื้อข้าวกินก็ยังไม่มี แล้วมีหรือจะหาซื้อชุดแฟนตาซีมาแต่งได้ หมูอ้วนจึงเดินเท้าเข้าไปที่กระทรวงสาธารณสุขแล้วขอร้องให้หาชุด “ท่านพญายม” มาให้สวมใส่หน่อย เพื่อใช้ในการรณรงค์ เพราะเขาคิดว่าหุ่นแบบเขาคงไม่เหมาะจะเป็นฮีโร่ อีกทั้งมันเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับชุดพญายมจึงเหมาะสมกว่า

Sponsored Ad

        “สุดท้ายผู้ใหญ่ท่านอนุมัติหามาให้ และตั้งแต่นั้นมาคำว่าพญายมก็ติดอยู่ตรงหน้าผมตลอด กลายเป็นจุดขายที่ผมใช้โชว์ตัวทุกโครงการ พญายมร่างอ้วนท้วน ใบหน้าสีแดงแจ๊ด ไปที่ไหนก็มีคนมาขอถ่ายรูป เป็นตัวเด่นทั้งๆ ที่ไม่เคยมาก่อน ตอนนั้นผมมีความเป็นจิตอาสามากขึ้น อยากช่วยสังคม อยากทำอะไรก็ได้ที่ได้แบ่งปัน งานทุกที่ๆ ไปผมเลยเอาพิมเสนไปแจก เอายาดมไปแจกด้วยตลอด พอมีเวลาว่างก็ขอเขาไปเรียนตัดผมฟรีจนตัดเป็น เพื่อตัดให้ผู้ป่ ว ย  ผู้ยากไร้ ผู้ พิ ก า ร และนักเรียน”

        เป็นพญายมตามงานตามโครงการต่างๆ ได้ 2 ปี มันก็เริ่มหมดมุก อ้วนเริ่มเข้าสู่วังวนเดิมๆ คือไม่มีงาน ไม่มีใครจ้าง ตลกแนวนี้ก็ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ถึงจะมีคนเรียกไปโชว์ตัว มันก็แบบการกุศลอยู่ดี เรียกง่ายๆ คืองานฟรีนั่นเอง

Sponsored Ad

        “ผมคิดถึงสมัยเก่าๆ ตอนที่พญายมของผมเป็นที่ฮือฮา คิดดูนะผมมีงานเยอะมาก ขนาดตอนวันเด็กแค่วันเดียวมีงานถึง 7 – 8 งาน ตามโรงเรียนก็ไปโชว์ตัวสร้างความคึกคัก 50 – 60 โรงเรียน แต่ปัญหาคือผมบอกกับทุกที่ว่าผมคิดค่าจ้างไม่เป็น อยากจะให้เท่าไรก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้ ปรากฏว่าส่วนใหญ่เอาจริง คือให้ผมเล่นฟรีๆ จริงๆ ผมก็น้ำท่วมปากแต่ก็ต้องยอมเล่นฟรีเกือบทุกครั้ง พอไม่นานนักงานหดลง ไม่มีใครติดต่อมาเลย ทำได้แค่โทรฯไปของานจากที่โน่นที่นั่น เล่นฟรีก็เอา เผื่อจะเข้าตาใครแล้วเขาจะจ้างต่อ”

Sponsored Ad

        จากพญายมหน้าแดงแจ๋ที่เด็กๆเห็นก็จำได้ กลับกลายเป็นพญายมตกอับ ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป นานเหลือเกินกว่าจะได้ไปโชว์ตัวสักครั้ง แต่ในเมื่อความเป็นจิตอาสามันอยู่ในจิตใต้สำนึกอยู่แล้ว อ้วนก็ไม่ท้อ พยายามสู้ชีวิตต่อไป ว่าแล้วช่วงที่ไม่มีอะไรทำก็ตัดสินใจไปแจกยาดม แจกพิมเสน ช่วยตัดผมฟรี ตามโรงเรียน ตามวัด ตามโรงพยาบาลรัฐ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของคนอื่นๆ แม้ว่าตัวเองจะมีภาระมากก็ตาม

        “โรงพยาบาลมันจะมีทั้งคนป่ ว ย ที่ยากจน โรงเรียนก็มีเด็กยากจน ค่าตัดผมเดี๋ยวนี้ก็แพง พวกเขาเลยหวังให้ผมเป็นที่พึ่ง แล้วมีหรือที่ผมจะทิ้งพวกเขาลง ตั้งแต่นั้นมาผมก็แต่งชุดพญายมไปตัดผมให้ตามสถานที่ดังกล่าวตลอดแม้จะไม่มีเงินก็ตาม แต่แค่เห็นผู้คนมีรอยยิ้มมีความสุขก็ดีใจที่สุดแล้ว บางคนขอเบอร์ผมไว้ ยังเคยโทรฯมาให้ไปตัดผมที่บ้านเลย และคำว่าพญายมจิตอาสาก็มาจากบรรดาผู้คนที่คุ้นเคยกับผมนี่แหละ”

        หมูอ้วน ทิ้งท้ายว่าอายุอานามขนาดนี้แล้วจะ ต า ย วัน ต า ย พรุ่งก็ไม่รู้ สิ่งที่ทำมันคือความบริสุทธิ์ใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นๆ ว่าเราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ช่วยสรรสร้างให้สังคมน่าอยู่ขึ้นได้ และนั่นคือความภูมิใจที่สุดของชายผู้เป็นตลกที่ไม่เคยตลกคนนี้

ข้อมูลและภาพจาก dailynews

บทความที่คุณอาจสนใจ