คู่รักวัย 21 ตัดสินใจซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน ไม่มีแม้สลิปเงินเดือน พร้อมบอกวิธีให้อย่างละเอียด

LIEKR:

เก่งมาก ๆ เลยค่ะ อายุ 21 กันเอง แถมยังซื้อในยุคแบบนี้อีกด้วย สุดยอดเลยค่ะ

        เชื่อว่าวัยรุ่นเกือบทุกคนต้องมีความฝันเป็นของตัวเอง และเชื่อว่าการฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองนั้นก็ต้องเป็นอีกหนึ่งความฝันอันดับต้น ๆ ของใครหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้

        เช่นเดียวกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก Patcha Pwk ที่ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า "#ซื้อบ้านยุคนี้ไม่มีสลิปเงินเดือนธุรกิจส่วนตัวอายุ 21 ปี"

 

Sponsored Ad

 

        โดยเธอระบุว่า เราสองคนต้องขอบอกก่อนเลยนะคะว่า จุดเริ่มต้นของการซื้อบ้านครั้งนี้ เริ่มขึ้นตั้งแต่เราสองคนคบกัน เราทั้งสองคนอยู่ห้องเช่ารายเดือนกันมาตลอด

        เข้าเรื่องกันเลยนะคะ จริง ๆ แล้วเราทั้งสองคนมีความตั้งใจที่จะซื้อคอนโด เพราะรู้สึกสะดวก ใกล้ทางด่วน ที่สำคัญรู้สึกไฮโซ (ก็ความรู้สึกวัยรุ่นอะเนอะ) ตอนนั้นเราทั้งสองคนก็เลยตัดสินใจไปดูคอนโด ที่ราคาไม่สูงมาก แต่ปรากฎว่า ห้องมันเล็กเหลือเกินน ราคาก็แพงแสนแพง เดินนิดเดียวก็ชนกำแพงแล้ว แถมยังรู้สึกว่าความฝันที่อยากเลี้ยงหมากับแมว ยิ่งเป็นไปไม่ได้อีก

 

Sponsored Ad

 

และการตัดสินใจซื้อบ้านก็ได้เริ่มขึ้น

        - เราทั้งสองคนได้ปรึกษากัน ดูเรื่อง ทำเลที่ตั้ง ราคา แบบบ้าน จนได้ข้อตกลงที่ตรงกัน เมื่อเราปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เข้าไปดูบ้านตามโครงการจริงของที่ต่าง ๆ ซึ่งทำเลที่เราเลือกคือ เส้นพระราม 2 เพราะ ข้ามสะพานนิดเดียวก็ถึงที่ทำงานคือสีลม ที่สำคัญโครงการบริเวณนี้อยู่ในงบประมาณที่เราสองคนได้ตั้งไว้ และได้อยู่ใกล้กับคุณพ่อของอาร์ทด้วย จะได้ดูแลกันง่ายยย

        - ก่อนที่จะรู้ว่าเราเลือกโครงการไหน เราอยากจะเตือนสักนิด สำหรับคนที่ตั้งใจจะซื้อบ้านและตั้งงบไว้แล้ว แต่พอไปเจอโครงการอื่นที่เพิ่มงบอีกนิดหน่อย (นิดหน่อยตรงนี้คือเพิ่ม 1-2 ล้านจากราคาที่เราตั้งไว้) แต่ได้บ้านหลังใหญ่ อาจจะทำให้เรารู้สึกไขว่เขว่ อย่างเช่นเตยเองไปเจอโครางการหนึ่ง สวยมากใหญ่มาก มี 3 ชั้น หลายห้องนอน ส่วนกลางดี ที่สำคัญ เซลล์ดันเตยมาก ว่าเผื่ออนาคตมีน้อง ๆ สร้างครอบครัวใหญ่ เราก็จัดเลยสิคะ! วางเงินจองวันนั้นเลย โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองไว้ก่อน ว่าในอนาคต ดอกเบี้ยที่พุ่งทะยานจะเป็นยังไง

 

Sponsored Ad

 

        และแล้วเราก็กลับมาทันคิด ด้วยที่เราได้ปรึกษากันอีกครั้งว่า อาทเราจะไหวหรอวะ (ตอนนี้มีผ่อนรถยนต์อยู่แล้ว 2 คัน) ด้วยความคิดนี้เองเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่ไม่ไต่ตรองให้ดีก่อน ทำให้ต้องเสียเงินจองฟรี ๆ บอกเลยว่าเสียทั้งเงินเสียทั้งเครดิต เพราะโครงการที่เราจอง เรายื่นเอกสารทันที ทำให้ธนาคาร รับเรื่องของเราไปแล้ว และเราได้มายกเลิกทีหลังว่าเราจะไม่เอาโครงการนี้แล้ว ทำให้การยื่นกู้ธนาคารอีกครั้งมองว่า เราไม่มีความสามารถในการผ่อน แต่จริง ๆ แล้วเราทั้งสองคิดว่าการอยู่กันแบบพอดีและพอเพียงดีกว่า การที่เราจะต้องไปฝืนตัวเอง ในแต่ละเดือน เพราะการผ่อนบ้าน ไม่ใช่แค่ 5 หรือ 6 ปี แต่ มันคือการผ่อนระยะยาวถึง 30 ปี และที่สำคัญธุรกิจส่วนตัวนั้นไม่มีอะไรที่แน่นอน

 

Sponsored Ad

 

        ปล. หากยื่นธนาคารไปแล้วและยกเลิก โดยที่ธนาคารยังไม่ประกาศผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ทำให้เราเสียเครดิตนะคะ และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเตือนทุกคนที่จะซื้อบ้านนะคะ คิดให้ดี ๆ คิดถึงกำลังการผ่อน คิดถึงราคาบ้าน และคิดถึงดอกเบี้ยที่มันจะเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปีด้วยค่ะ เราจะได้รู้ความเสี่ยง ว่าเราจะผ่อนไหวไหม และในอนาคตเราจะยังไหวหรือเปล่า

        และโครงการที่เราได้เลือก ก็คือ ซิตี้เซนส์ ท่าข้ามพระราม 2 โดยก่อนที่เราจะเลือกซื้อโครงการนี้ เราทั้งสองได้ดูมาหลายโครงการมาก ๆ โดยแต่ละโครงการก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป แต่ที่เราเลือกโครงการนี้เพราะโครงการนี้เขามีสโลแกนบ้านทาวน์เฮ้าส์อารมณ์บ้านเดี่ยว ซึ่งเราทั้งสองคนได้ชอบความสงบ ต้นไม้เยอะ ถนนกว้าง และทาวเฮ้าที่สามารถจอดได้ 2 คัน โดยโครงการนี้ได้ตอบโจทย์เราทั้งสองคน

 

Sponsored Ad

 

การกู้และการเตรียมเอกสาร

        - ในส่วนของการยื่นกู้นั้น หลายคนสงสัยว่า ทำไม อายุ 21 ปี ถึงกู้ผ่าน โพสนี้เราจะมาบอกถึงขั้นตอนอย่างละเอียด ในการเตรียมเอกสารและดำเนินเรื่องกู้ ของบ้านหลังนี้กันคะ

 

Sponsored Ad

 

        ซึ่งอาชีพที่เรายื่นกู้นั้น คือ อาชีพธุรกิจส่วนตัว ซึ่งธุรกิจส่วนตัวที่เราทั้งสองคนทำนั้น เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องประดับและอัญมณี หมายถึงการทำเครื่องประดับต่าง ๆ เช่นแหวน แหวนแต่งงาน ต่างหู กำไล ฯลฯ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เราทั้งสองคน ริเริ่มทำมาด้วยกันตั้งแต่ต้น ธุรกิจนี้เราทำมาแล้ว 3 ปีและได้จดทะเบียนพาณิชย์เรียบร้อย ที่สำคัญคือเราต้องชำระภาษีทุกปี แต่ที่พูดมาข้างต้นเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ ในการกู้เท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการกู้ในครั้งนี้เลยก็คือ เรื่องเอกสารและการเดินบัญชีของธุรกิจ

Sponsored Ad

        - ในเรื่องของการเดินบัญชีนั้น ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวจำเป็นต้องปิดยอดในแต่ละวันและนำรายรับที่ได้จากธุรกิจ นำฝากเข้ากับบัญชีธนาคารทุกวัน เพื่อที่จะทำให้ บัญชีในธนาคารตรงกับบัญชีรายรับรายจ่ายของธุรกิจ (บัญชีรายรับรายจ่ายของธุรกิจเป็นเอกสารสำคัญในการยื่นกู้) เพราะธนาคารจะมองเงินในบัญชีที่เป็นรายรับทั้งหมด ว่าเราจะมีกำลังในการผ่อนหรือไม่ บางธุรกิจไม่กล้านำเงินเข้าบัญชีธนาคารเพราะกลัวในเรื่องของภาษี แต่ถ้าหากเราไม่เดินบัญชีเลยอาจจะมีโอกาสน้อยมากที่จะกู้ผ่าน

        - บัญชีรายรับ - รายจ่ายธุรกิจ คือ การจดบันทึกรายรับและรายจ่ายของธุรกิจที่ได้รับในแต่ละวันและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ธุรกิจต้องเสียไปในแต่ละวันอย่างละเอียด ซึ่งธนาคารจะดูรายละเอียดเงินเข้าของบัญชีธนาคาร และบัญชีรายรับรายจ่ายที่เราทำขึ้น ว่ามีความตรงกันหรือไม่

สำหรับเอกสารที่เตรียมในการยื่นกู้กับธนาคาร

        1. statement ย้อนหลัง 2 ปี (จริง ๆ ธนาคารขอแค่ 6 เดือน) ปล.ปีไหนเงินเข้าเยอะเอายื่นไปด้วย

        2. บัญชีรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจ

        3. บิลคำสั่งซื้อวัตถุดิบในการผลิต

        4. บิลรับเงินสดจากลูกค้า

        5. ใบเสร็จการส่งของ (สำหรับผู้ที่ส่งออกสินค้าต่างประเทศหรือในประเทศ)

        6. เอกสารใบรับคำสั่ง Order ต่าง ๆ ที่ลูกค้าสั่ง

        7. รูปถ่ายหน้าร้าน ธุรกิจและขั้นตอนการผลิต

        และเอกสารทั่วไป เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน

        - และที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะซื้ออะไรก็ตาม ก็คือเซลล์ค่ะ เซลล์จะมีผลในการแนะนำธนาคารที่ดีที่สุดให้กับเราและการติดตามเรื่องกับธนาคาร รวมไปถึงการอธิบายให้กับธนาคารเข้าใจในธุรกิจของเราให้มากขึ้น (เลือกเซลล์ดีมีชัยไปกว่าครึ่งนะคะ)

        - หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว รอค่ะ รอประมาณ 1 อาทิตย์ให้ธนาคารตรวจสอบเอกสาร และรอรับสายจากทางธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

        (แต่ที่เราบอกไปตอนแรกว่าเราได้มีการยกเลิกโครงการก่อนหน้านี้แต่ยื่นเอกสารไปแล้ว นั่นแหละค่ะผลกรรมได้เริ่มขึ้นแล้ว)

        4 ธนาคารที่เรายื่นไป ไม่ผ่านแล้ว 3 ธนาคาร เพราะเราได้เสียเครดิตจากการยื่นครั้งแรกไปแล้ว แต่ในความโชคร้ายยังมีโชคดี ธนาคารสีเขียวได้ให้โอกาสเราได้เป็นหนี้ ปล่อยกู้ให้ 100% เราคิดว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราผ่านเนื่องมาจากการที่เรา เดินบัญชีกับธนาคารสีเขียวมาโดยตลอดตั้งแต่เปิดธุรกิจ ซึ่งเหตุผลนี้เป็นเหตุผลเดียว ที่อาจจะทำให้ธนาคารสีเขียวปล่อยกู้เรา โดยไม่มองปัจจัยอื่น ว่าเรายกเลิกโครงการอื่นมาก่อนหน้านี้ ที่สำคัญยังให้ดอกเบี้ยที่ถูกมาก ๆ

        - เมื่อบ้านผ่านแล้วทำยังไงต่อ.. ตรวจรับบ้านสิคะ เนื่องจากเราทั้งสองคนไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านเลย จึงได้ทำการจ้างบริษัทตรวจรับบ้าน มาตรวจ ซึ่งถือว่าดีในระดับหนึ่งเพราะเขาตรวจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่การตรวจบ้านที่ดีที่สุดนั้นก็คือการตรวจเองด้วยตัวเองทุกซอกทุกมุม (ฝากไว้ให้คิดนะคะ เพราะเจอมากับตัวแล้ว) ไม่มีใครตรวจดีเท่าตัวเราเอง เพราะว่ามันคือบ้านของเราเอง

        - เมื่อตรวจบ้านเสร็จแล้วก็ถึงขั้นตอนการโอนบ้าน ซึ่งในส่วนนี้ทางเซลล์ของโครงการได้ดำเนินเรื่องให้ทั้งหมด เราเลยไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ รอเข้าบ้านอย่างเดียว

        การกู้บ้านครั้งนี้ไม่ได้เสียเงินดาวน์หรือค่าโอนใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ ทางโครงการและธนาคารจัดการให้หมดค่ะ

หมายเหตุ

        - บ้านที่เราซื้อเป็นทาวน์โฮม 2 ชั้นราคา 2.89 ล้าน

        - เรายื่นกู้ผ่านกับธนาคารสีเขียว ได้กู้เต็มตามราคาบ้าน

        - ราคาผ่อนต่อเดือน 14,900 บาท

        - ผ่อน 25 ปี (รีไฟแนนซ์ทุก ๆ 3 ปีนะคะ)

        - อายุ ตอนทำสัญญากู้ 21 ปี บ้านหลังแรก กู้เดี่ยวนะคะ

        - ธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการผลิตเครื่องประดับและ อัญมณี จดทะเบียนพาณิชย์ 3 ปี ชำระภาษีถูกต้องตามกฎหมาย

        หากใครมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมสามารถคอมเม้นหรือ inbox เข้ามาสอบถามเพิ่มเติมได้เลยค่ะ

        โดยโพสนี้ไม่ได้มีเจตนาทำให้ผู้ใดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหาย แต่เป็นเพียงแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการมีบ้านหลังแรก โดยเรามีเจตนาเพียงแค่ให้คำแนะนำเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

โพสต์ดังกล่าว

ที่มา : เฟซบุ๊ก Patcha Pwk

บทความที่คุณอาจสนใจ