"ต๋อง ศิษย์ฉ่อย" เปิดใจเคยมีรายได้สูงสุด 100 ล้านบาท ชีวิตพังย่อยยับ เพราะหลงตัวเอง

LIEKR:

เผยชีวิตจากเด็กสลัม สู่นักสนุกเกอร์อันดับ3 ของโลก เคยหลงตัวเองจนชีวิตพัง

    "ต๋อง ศิษย์ฉ่อย" เปิดใจจากเด็กสลัม สู่นักสนุกเกอร์มือ 1 ของประเทศไทย และยังเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ไปสูงสุดเป็นมือวางอันดับ 3 ของโลก โดยเมื่อไม่นานมานี้เขาก็ได้เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาว่า กว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ไม่ง่ายเลย เคยมีรายได้สูงสุด100 ล้านบาท อีกทั้งยังเคยหลงตัวเองจนชีวิตพัง

    ต๋อง ศิษย์ฉ่อย เผยว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้นเล่าสนุ๊ก เริ่มมาจากคุณแม่เป็นเจ้าของกิจการโต๊ะสนุ๊ก ถ้าคุณแม่ไม่ได้ทำกิจการนี้ก็คงไม่ได้เล่น ก็กินนอนอยู่บนโต๊ะ เห็นทุกวันก็ซึมซับ ผมเริ่มตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่มาจริงจังตอนอายุ 13 ปี

 

Sponsored Ad

 

    ถ้าพูดถึงสนุกเกอร์หลายคนก็มองว่าเป็นกีฬา บางคนก็มองว่าเป็นการพนัน ซึ่งเมื่อก่อนตนก็รู้สึกอย่างนั้น แต่พอวันนี้ความคิดมันเปลี่ยนไป เราทำทุกวิถีทางให้พ้นจาก พ.ร.บ.การพนัน จริง ๆ กึ่งการพนัน แต่รอบนอกประเทศเรา เขายอมรับว่าเป็นกีฬา

    เมืองนอกเขาคิดว่าเป็นกีฬา เขาไม่อยากเชื่อว่าที่ผมสร้างชื่อเสียงมามันยังไม่พ้นมลทินอีกเหรอ ซึ่งมันไม่พ้นจริงๆ แต่ว่าไม่อยากจะพูดว่ามันมีกีฬาที่ประเภทมันกึ่งการพนัน เราก็รู้ ๆ กันอยู่ เราก็ทำทุกวิถีทางให้มันหลุดพ้น ส่วนตัวผมคิดว่ากีฬานี้มันมีเสน่ห์ไม่ต้องใช้แรงปะทะ

 

Sponsored Ad

 

    จากชีวิตเด็กสลัมผกผันกลายเป็นนักสนุกเกอร์ชื่อดัง ย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากผู้ใหญ่เล็งเห็นว่าเราเก็บชัยชนะได้มากขึ้น ตอนนั้นเราอายุ 13 กว่า ท่านอยากเห็นคนไทยได้เป็นแชมป์โลกสมัครเล่น ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครทำได้

    ซึ่งท่านอาจจะเห็นแววอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นตัวผมไม่เห็นนะ ตอนนั้นท่านอยากเห็นคนไทยเป็นแชมป์โลกก่อนที่ท่านจะเสีย ซึ่งท่านเกือบได้เห็น ผมมาได้เดือนนึงก่อนท่านเสีย

 

Sponsored Ad

 

    ตอนไปอังกฤษอายุได้เพียง 14 ปีครึ่ง เขาส่งผมไปเรียนก่อน ซึ่งผมยอมรับว่าโมโห ไม่พอใจ เราอยากเล่น ตอนนั้นภาษาก็ยังไม่ได้เลย ผมเป็นใบ้อยู่ประมาณ 7-8 เดือน เมื่อก่อนมือถือก็ยังไม่มี ทุกอย่างไม่มี ต้องใช้จำกว่าจะมาพูดได้

   หนึ่งในคนที่ส่งผมไปอังกฤษ คือ คุณแม่ ท่านยอมขายบ้าน ลงทุนกับลูก ซึ่งไม่รู้ว่าเด็กคนนึงจะประสบความสำเร็จ "มันไม่มีใครรู้หรอก ตัวผมก็ไม่รู้ แม่ก็ไม่รู้ แต่แกกล้าลงทุน สมัยก่อนก็ถือว่าเยอะ หลายแสนอยู่"

 

Sponsored Ad

 

    ซึ่งตลอดที่อยู่ที่นั่น ตนพบเจอกับเรื่องการโดนเหยียดเรื่องชนชั้นตลอด โดนมาตลอด "จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมไปปีที่2 ผมสาบานกับพระเจ้าเลยว่า ผมจะไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีก แค่เขามองเรา ไม่ต้อนรับเราเลย แล้วตอนนั้นไม่มีชื่อ ผมทนไม่ได้นะ

    ครั้งแรกที่ไปโดนกักตัว 28 ชั่วโมง ผมได้วีซ่านักเรียน แต่ไปตอบว่ามาเล่นสนุกเกอร์ เราตอบผิดจุดประสงค์ เราไม่รู้เราเป็นเด็ก ภาษาก็ไม่ได้เลยดีกว่า สำหรับผมการตรวจสอบข้อมูล 28 ชั่วโมงมันเยอะเกิน ผมไม่อยากอยู่แล้วอังกฤษ แล้วสรุปเขาก็ให้เข้านะ

 

Sponsored Ad

 

    รวมระยะเวลาที่ตนใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษ นานประมาณ 35 ปี ซึ่งช่วงแรก ๆ ที่ไปไม่ค่อยท้อ เพราะอยากเก็บชัยชนะ ได้มากกว่า มีรายได้ที่ดี มีสปอนเซอร์เข้ามาก็เลยไม่ท้อ

    แต่มันเริ่มท้อ เมื่อ 15 ปีผ่านไป อยากกลับมาเมืองไทย อยากกินอาหารไทย อยากคุยภาษาไทย ทำไม่ได้ แพ้ก็ต้องอยู่ นั่นเป็นความที่มันบั่นทอนหัวใจ

 

Sponsored Ad

 

    "ยิ่งอยู่ท็อป ยิ่งกลับไม่ได้ ผมถามว่าทำไม คนอื่นเขากลับได้ ทำไมผมกลับไม่ได้ ผู้จัดการก็บอกทนหน่อย แม่ก็บอกว่าทนหน่อยนะลูก ก็ทน ไม่ได้มีฝีมืออย่างเดียวต้องมีความอดทนด้วย"

    หลายครั้งทนไม่ไหวถึงขั้นร้องไห้ น้ำตาตกใน สมัยก่อนมันไม่มีโทรศัพท์ ต้องเขียนจดหมายหาแม่ 

    รายได้ในช่วงพีคๆ ที่บอกว่าเป็นกอบเป็นกำนี่เท่าไหร่ ?
    ต๋อง : ก็จะมีปี93 ตอนนั้นเงินรางวัลผมได้อยู่ที่ 4 แสนกว่าปอนด์ยังไม่รวมสปอนเซอร์ ก็ประมาณเกือบ 30 ล้าน

    รวมๆ ช่วงนั้นที่เป็นอาชีพรวมๆ เป็น 100 ล้านได้ ?
    ต๋อง : ก็แตะๆ ได้

Sponsored Ad


    ตอนนั้นที่กลายเป็นอันดับ 3 ของโลก ตนค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เนื่องจากไม่เคยอ่านข่าวตัวเองเลย เมื่อก่อนมันไม่มีมือถือ ไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่มีอะไรเลยดีกว่า แปลกใจที่เขาฟอลโลว์เรา ติดตามเรา ก็ขอบคุณแฟนคลับทุกท่าน เราก็ไม่ใช่ดารานักแสดง

    เคยมีครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นระหว่างแข่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเวิลด์สนุกเกอร์เขามาบอกผม ตอนหลังว่าเขารู้ก่อนผม แต่เป็นกฎมารยาทของมืออาชีพว่าห้ามบอกนักกีฬา เพราะจะทำให้เขาเสียสมาธิ "วันนั้นผมเพิ่งแข่งมา ผมดีใจมากนะ ตื้นตัน แต่ออกมาทำไมมันเงียบไปหมดเลย ผมก็งง อ่อ คุณพ่อโดนยิง มันมึนไปหมด แล้วนักข่าวก็โทรมา เพราะมันเป็นโมเมนต์เดียวกันที่ผมเบรก 147 ด้วย"

    วันนั้นมีน้ำตาไหม? ต๋อง เผยว่า "มีครับ ทั้งตกใจ ออกมาข้างนอกผู้จัดการผมร้องไห้ก่อนเลย ผมก็งงว่าร้องไห้ทำไม ทำไมเบรก 147 น้ำตาเยอะอย่างนี้ ผมก็เลยถาม แล้วเขาก็ตบไหล่ผมว่าพ่อเสียแล้วนะ ผมเลยบอกว่าแล้วทำไมไม่มีใครบอก เขาบอกว่าใครจะไปกล้าบอก นายกำลังแข่งอยู่ ตอนนั้นมันสับสนไปหมด ตอนนั้นผู้จัดการบอกว่าจะกลับเลยก็ได้นะ แต่มันอยู่ระหว่างสะสมคะแนนเขาไม่ว่าผม ผมก็เลยตัดสินใจ ไหน ๆ พ่อเสียแล้ว นำพ่อกลับมาไม่ได้ ก็เลยเล่นต่อจนถึงรอบชิง"

    นอกจากนี้ยังได้เผยถึง ฉายา 2 ฉายา ทั้ง "แมว 9 ชีวิต" และ "ไทยทอร์นาโด" ว่ามันคืออะไร มีความหมายว่าอย่างไร?

    "ไทยทอร์นาโดก็คือจากการแทงค่อนข้างเร็ว จู่โจม แล้วเราก็ทำได้ เมื่อก่อนความแม่นค่อนข้างชัดเจน ซึ่งมันไม่มีใครทำได้ เราก็เลยปลื้มใจ เราเป็นหนึ่งในนั้น แต่จริงๆ เราไม่ได้อยากมีเราคนเดียวนะ เราอยากมีเรามากกว่านั้น แต่ตอนนั้นไม่มีใคร เราอยากมีเพื่อน เราอยากมีอะไรที่อยากให้คนไทยเก่งเยอะๆ คนไทยมีคนเก่งเยอะ แต่ยังไปไม่ถึงดวงดาว มันมีหลายองค์ประกอบ"

    ช่วงนั้นชื่อเสียงมา มีเงินมีทอง ก็มีช่วงที่หลงระเริง เพราะช่วงที่ตอนมา 2 เดือนทำวีซ่าไปเที่ยว ดื่ม ปาร์ตี้กับเพื่อน ผมยอมรับว่าผมหลงระเริงกับคำชม คำหวานเยอะ จนตั้งตัวไม่ติด คนเรามีทั้งจริงและปลอม กว่าจะรู้เดียงสาก็หมดเงินไปเยอะเหมือนกัน เมื่อ 30 กว่าปี ผมหมดคืนนึง 7-8 แสน ซึ่งก็มีสาว ๆ เข้ามาบ้าง แต่ด้วยความที่ตนเป็นคนขี้อาย ก็ทักเป็นมารยาท

    ชีวิตพังอยู่ช่วงนึง ไม่ไปซ้อม พออะไรที่เราไม่แฮปปี้แล้ว จริงๆ อยากจะเลิกหลายครั้งแล้ว แต่ด้วยคุณแม่ นายกสมาคม และอีกหลายคน เราไม่ได้อยู่บนโลกนี้คนเดียวนะ เรามีคนรอบข้างด้วย

    เมื่อก่อนที่คิดไม่ทันมันพังไประดับไหน? ต๋องเผยว่า "ผมไปลงทุนอะไรก็หมดไป 70-80 ล้านเหมือนกันนะ ลงทุนทำรายการทีวีก็เคย ทำหมู่บ้านจัดสรรค์ ทำผับ ทำหลายอย่าง แล้วเมื่อก่อนผมรายได้ดี สปอนเซอร์ดี พูดง่ายๆ ผมจะอยู่เมืองนอกตลอดส่งเงินให้ เชื่อใจ"

    แต่จุดที่ทำให้คิดได้ กลับมาเปลี่ยนตัวเองได้ เพราะคุณแม่ท่านปลูกฝังให้กำลังใจ แล้วก็พี่น้อง เพื่อนๆ ผม ตราบใดที่เรายังมีลมหลายใจอยู่โอกาสยังเป็นของผมอยู่ ก็อยากให้สู้

    ซึ่งที่ผ่านมาตนคิดจะแขวนคิวไปหลายรอบแล้ว แต่ยังต้องเล่นต่อ เรายังอยากสร้างเพชรน้ำงามหรือบุคคลรุ่นหลัง พูดง่ายๆ ผมเกิดมากับสนุกเกอร์ ก็อยากต่อยอด ทำงานเบื้องหน้ามานานก็อยากจะอยู่เบื้องหลัง

    นอกจากนี้ ต๋อง ยังได้เผยถึงลูกชายวัย 11 ขวบ ลูกคนแรกและน่าจะเป็นลูกคนเดียวด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบเด็ก แต่เราไม่มีเวลาด้วย "ลูกก็ถามเมื่อไหร่พ่อจะเลิกเล่นสนุกเกอร์ ทำไมพ่อถึงไม่ไปรับหนูที่โรงเรียนเหมือนคนอื่น ผมก็ตอบลำบาก ผมก็บอกว่าอีกไม่นานพ่อจะไปรับหนูนะ"

    ทั้งนี้ตนก็ได้วางแผนว่าอีก 2 ปีก่อนจะขึ้น ม.1 อาจจะอยู่โรงเรียนประจำ เพราะด้วยความที่วินัยเริ่มขาด เล่นเกมเยอะ อยากส่งเขาไปโรงเรียนที่เขาเข้มงวดนิดนึง

.

ที่มา : คุยแซ่บShow, Tong Snooker Club

บทความแนะนำ More +

บทความที่คุณอาจสนใจ