"มอริส เค"กับ 54 ปีที่ตามหาพ่อที่หายไป จากคนที่ไม่มีใครยอมรับ สู่บั้นปลายชีวิตที่เพียบพร้อม

LIEKR:

ทีมงานขอแสดงความยินดี และดีใจกับคุณ มอริส เค ด้วยนะคะ

    เรียกได้ว่าเป็นความปลื้มอกปลื้มใจในช่วงระยะเวลา 54 ปี ที่รอคอย หลัง “มอริส เค” ได้ใช้นามสกุลเดียวกับพ่อผู้ให้กำเนิดแล้ว ติดแฮชแท็ก #ไม่สนิทโปรดเรียก “โรเบิร์ตส์”

Sponsored Ad

    ตั้งแต่ที่นักแสดงหนุ่มลูกครึ่งที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากัน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “มอริส เค” ได้ออกประกาศตามหาพ่อผู้ให้กำเนิดมาอย่างยาวนาน ก่อนที่เจ้าตัวจะเผยข่าวดีเนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 54 ปี เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาว่าตนได้ตามหาพ่อจนเจอแล้ว พร้อมบอกด้วยว่ากว่าจะเจอพ่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ทำเอาหลายคนดีอกดีใจกันยกใหญ่

Sponsored Ad

    ล่าสุด “มอริส เค” ก็ได้เผยข่าวดีอีกครั้งว่าตนได้เปลี่ยนนามสกุลเป็นนามสกุลเดียวกับพ่อผู้ให้กำเนิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมโชว์ไปเปลี่ยนนามสกุลที่ราชการออกให้ โดยมีนามสกุลว่า “โรเบิร์ตส์”

Sponsored Ad

    พร้อมเผยความประทับใจด้วยว่า...

    “ในที่สุด ผมก็มีนามสกุลของผู้ให้กำเนิดผมจริงๆ มันเป็นความดีใจ ภูมิใจ เหลือเกิน  เรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมา ช่างไป #ไม่สนิทโปรดเรียก”โรเบิร์ตส์” ทำเอาหลายคนที่เห็นโพสต์ดังกล่าวต่างกดไลค์ร่วมดีใจกันยกใหญ่

Sponsored Ad

    โดยก่อนหน้านี้มอริส เค ได้ออกมาเปิดใจเอาไว้ในหลายรายการด้วย และวันนี้ทีมงานจะขอเรียบเรียงไทม์ไลน์แบบเข้าใจง่ายให้ฟังกันค่ะ

    - มอริส เค หนุ่มลูกครื่งผิดสี เกิดเมื่อปี 2508 ที่ จังหวัฉะเชิงเทรา โดยแม่มีฐานะยากจน ประกอบกับเกรงว่าครอบครัวใหม่จะไม่ยอมรับที่ลูกมีผิวสี จึงยกเขาให้กับครอบครัวอุปถัมภ์ตั้งแต่ยังเล็ก

Sponsored Ad

    - ด้านครอบครัวที่รับมอริสไปดูแลนั้น ได้อุปถัมภ์เลี้ยงเด็กไว้หลายคน รวมทั้งหมด 7 คน ทุกคนมีที่นอน มีอาหารกิน ได้เรียนหนังสือจนถึง ป.6 แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เด็กทุกคนไม่ได้รับความอบอุ่นใด ๆ เลย

    - มอริสได้บอกอีกว่า... เด็กทุกคนต้องทำงานหนัก เปรียบเป็นเหมือนคนใช้ในละคร ถ้าบริการไม่ได้ดั่งใจจะโดนทุบตี และตัวมอริสเองเคยถูกทำร้ายจนหัวแตกมาแล้ว และไม่พอยังเคยถูกตบตีจนตกตึกลงมา 1 ชั้น แล้วยังตามมากระทืบซ้ำอีก  เพียงเพราะเขาลืมให้อาหารนก 

Sponsored Ad

    - มอริส ได้เคยพยายามหนีออกจากบ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่เดิมเพราะไม่มีที่ไป เมื่อกลับมาก็ถูกทำโทษด้วยการจับมัดมือไว้กับขื่อแล้วตีด้วยไม้ไผ่ และเป็นแบบนี้ทุกครั้งไป 

Sponsored Ad

    - และครั้งไปโรงเรียนเขาก็มักจะโดนเพื่อนล้อทุกวัน ทั้งเรื่องสีผิวและเรื่องกำพร้าพ่อแม่ ทำให้เขาต้องปกป้องตัวเองจนมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนไม่เว้นแต่ละวัน ด้านครูที่ดูแลก็ใช้วาจาในการตัดสินโทษต่าง ๆ ทั้งยังว่าเขาเป็นเด็กไม่ดีเพราะพันธุกรรม พอกลับถึงบ้านก็โดนคนที่บ้านทุบตีซ้ำอีก

    - พอเรียนจบ ป.6 แล้ว ครอบครัวอุปถัมภ์ไม่ให้เรียนต่อ ให้ทำงานในบ้านอย่างเดียว เมื่อเขาไปขอเรียนต่อก็ถูกไล่ออกจากบ้าน จากนั้น  มอริส จึงออกมาหางานทำด้วยตัวเองในวัย 17 ปี มอริส ต้องทำงานหลายอย่างเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองให้ได้ 

    - กระทั่งวันหนึ่งในวัย 23 ปี ขณะทำงานอยู่ในร้านแห่งหนึ่งกับเพื่อนซึ่งเป็นลูกครึ่งผิวขาว มีคนเดินมาบอกทั้งสองคนว่าให้ไปประกวดนายแบบ "โดมอนแมน" ที่กำลังรับสมัคร

    - จากนั้นเพื่อนก็ชวนไปสมัคร ก็เลยลองไปเล่น ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะสีผิวที่ไม่เหมือนใคร คงไม่ที่สนใจของทีมงานและผู้จัดงาน แต่ผลปรากฏว่าเขาได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ประจำปี 2531 ทำให้ชีวิตเปลี่ยนทันที เขาได้เข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว มีทั้งงานเดินแบบ ถ่ายแบบ งานแสดง และงานพิธีการต่าง ๆ ตามมามากมาย ทำให้ชีวิตดีขึ้นมาก

    - แต่รู้ไหมว่า แม้มอริสจะเข้าวงการแล้วก็ยังโดนบูลลี่เรื่องสีผิวอยู่เสมอ เช่น ในปี 2533 ละครเรื่อง "ข้าวนอกนา" โด่งดังมาก ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องของเด็กลูกครึ่ง 2 คน คนหนึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่งผิวขาวนิสัยดี อีกคนเป็นลูกครึ่งผิวดำนิสัยไม่ดี ก็ยิ่งตอกย้ำให้คนเชื่อตามนั้น และทำให้เด็กผิวสีในเมืองไทยถูกเรียกว่า "ข้าวนอกนา" ตลอดจนถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี

    - ตั้งแต่เด็กจนโต มอริส เคพยายามตามหาพ่ออยู่ตลอดเวลา โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อเป็นคนชาติไหน ชื่ออะไร ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีที่อยู่ เขาเดาเอาเองว่าพ่อน่าจะเป็นคนฝรั่งเศส ไม่ใช่คนไทย พออายุ 34 ปี เขาตามหาแม่จนเจอ และได้สอบถามแม่แท้ๆ เรื่องพ่อผู้ให้กำเนิด แต่แม่จำอะไรเกี่ยวกับพ่อไม่ได้เลย รู้แต่ว่าพ่อเป็นทหารอเมริกันที่มารบในสงครามเวียดนาม และมาอยู่ที่ฉะเชิงเทราในปี 2507 เท่านั้นเอง (นี่คือข้อมูลที่แม่รู้เกี่ยวกับพ่อ ชายผู้เป็นที่รักของแม่)

    - จนกระทั่งในปี 2562 มีคนแนะนำให้มอริส เคไปตรวจดีเอ็นเอกับเว็บไซต์วิเคราะห์ดีเอ็นเอชื่อดัง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของคนอเมริกัน ในการเทียบดีเอ็นเอเพื่อตามหาญาติพี่น้อง หรือเพื่อตรวจสอบเชื้อสายของตน

    - เมื่อช่วงเดือนมีนาที่ผ่านมานี้เอง มีผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอออกมาว่า มอริส มีญาติอยู่ที่สหรัฐอเมริกาประมาณ 20 คน โดยผลการตรวจจะเรียงลำดับตามความใกล้ชิด 4 ระดับ คือ พี่น้องพ่อเดียวกัน ลูกพี่ลูกน้อง ลูกของลูกพี่ลูกน้อง และลูกของลูกของลูกพี่ลูกน้อง

    - เขาไม่รอช้าจึงเขียนได้จดหมายแนะนำตัวไปหาญาติ ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือในการตามหาพ่อ จากนั้นมีญาติคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องได้ติดต่อกลับมา และให้ความช่วยเหลือ จนมอริสรู้ชื่อของพ่อ “ไอไซยาห์ โรเบิร์ตส์” หรือ Isaiah Roberts อยู่ที่รัฐอลาบาม่า และแน่นอนกว่าอะไรในโลกพ่อมีครอบครัวใหม่แล้ว

    - เมื่อพ่อมีครอบครัวแล้ว การติดต่อกับพ่อก็ยิ่งต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ครอบครัวของพ่อเข้าใจผิดว่าต้องการผลประโยชน์อะไรจากครอบครัวใหม่ของพ่อ  

    - ช่วงเดือนกรกฎา ลูกพี่ลูกน้องคนเดิมที่ช่วยเหลือได้ขับรถกว่า 100 กม. ไปหาพ่อของมอริสเพื่อโทรวิดีโอคอลให้สองคนพ่อลูกได้คุยกัน และนั่นคือวันที่เขาได้คุยและได้เห็นหน้าพ่อเป็นครั้งแรก

    - ญาติ ๆ บอกพ่อว่าให้ตรวจดีเอ็นเออีกครั้ง แต่พ่อมองหน้ามอริส เคแล้วพูดว่า "ไม่ต้อง ดีเอ็นเอของพ่ออยู่บนใบหน้าของเขาแล้ว" เพราะทั้งคู่มีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันมาก นอกจากนี้พ่อยังเป็นคนมีอารมณ์ขันเหมือนเขาด้วย

    - ด้านภรรยาใหม่ของพ่อให้ความเอ็นดูมอริสมาก และเขายังได้พูดคุยกับพี่น้องต่างแม่ทั้ง 3 คน รวมทั้งหลาน ๆ ด้วย

    - มอริสเองได้ขอใช้นามสกุลพ่อ และพ่อก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงนำผลตรวจดีเอ็นเอไปขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น "โรเบิร์ตส์" เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมานี้เอง 

    - มอริส เค ได้บอกว่า ตอนนี้ชีวิตของเขาไม่มีอะไรติดค้างในใจแล้ว เขาได้เจอทั้งแม่และพ่อแล้ว (แม่เสียชีวิตก่อนเขาได้เจอพ่อ 10 ปี) และเขาได้ขอบคุณแม่กับพ่อที่ให้ชีวิตแก่เขาแล้ว ตอนนี้มอริส เคในวัย 54 มีแผนจะไปเยี่ยมคุณพ่อและญาติพี่น้องของเขาที่สหรัฐฯ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส 2562 นี้ ตามที่ระบุไว้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด

    อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : เปิดใจ "มอริส เค" ทั้งชีวิตไม่เคยเจอพ่อ ต้อง "เร่ร่อน" ตั้งแต่เด็ก โดนตราหน้าว่า เ ล ว เพราะผิวดำ!

ขอบคุณภาพจาก Instagram : mor_ris_k

บทความที่คุณอาจสนใจ