นักล่าหัวใจอาสา! เปิดอาชีพ "นักล่างู" ยอมพลีกาย-สละชีพฟรีเพื่อสังคม ทิปมีไว้ทำบุญ!

LIEKR:

ทีมงานทุกคนขอชื่นชมในจิตใจที่สูงส่งของคุณลุงค่ะ

หมายเหตุ : สามารถรับชมคลิปที่เกี่ยวข้องได้ที่ด้านล่างบทความค่ะ

        ไม่ว่าพิษกี่ชนิดที่ว่าร้ายกาจ ทั้งจากงูพันธุ์ดุ ทั้งจากต่อพันธุ์โหด ผู้ชายคนนี้เคยพิชิตมาหมดแล้ว ในฐานะ “นักล่าอสรพิษ” แม้หลายต่อหลายครั้งอาจแลกมาด้วยการถูก “ฝังเขี้ยว-ฝากเหล็กใน” นับพันครั้งจนแทบปางตาย ทั้งยังส่งให้ร่างกายพังจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง แต่เขาก็ไม่เคยคิดถอดใจต่อการทำความดี ยังคง “อาสาจับงู-จับสัตว์มีพิษ” ช่วยเหลือสังคมแบบฟรีๆ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า “ยินดีที่จะตายในหน้าที่” เพราะทุกวันนี้ไม่ได้อยู่เพื่อความสุขของตัวเอง แต่อยู่เพื่อความสุขของส่วนรวม 

Sponsored Ad

        “สวัสดีครับ สมภพ บริการจับงูครับ... ช่วยดูมันไว้นิดนึง ให้ยังอยู่ในสายตา ไม่ต้องไปทำอะไรนะครับ พอผมไปถึง จะได้ไม่ต้องหานาน แล้วเดี๋ยวผมรีบนั่งแท็กซี่ไปจับให้ เรื่องค่าบริการไม่ต้องถามนะ ไม่มี ขอแค่ออกค่าแท็กซี่ให้ผมก็พอ”
        ในขณะที่ชายวัยเดียวกัน ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นคนเกษียณ นอนพักอยู่ที่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว แต่คุณลุงคนนี้ สมภพ ศรีดารณพ  กลับสละเวลาของตัวเองคอยฟังวิทยุแจ้งเหตุ คอยรับโทรศัพท์แจ้งภัย เพื่อเตรียมพาความชำนาญที่อัดแน่นอยู่ในตัวกว่า 40 ปี ออกเดินทางไปรับใช้เพื่อนร่วมสังคมให้เกิดประโยชน์ที่สุด ในฐานะ “นักล่าอสรพิษหัวใจอาสา” 

Sponsored Ad

        แม้ไม่ใช่คนร่ำรวยทรัพย์สินถึงขนาดจะสามารถทำงานรับใช้สังคมแบบฟรีๆ ไปได้ตลอดชีวิต แต่ด้วยความที่เป็นคนร่ำรวยน้ำใจ จึงทำให้คุณลุงสมภพไม่เคยละความพยายามเหล่านั้น โดยพิสูจน์ด้วยการแบ่ง “เงินบำนาญ” ที่ได้เดือนละ 10,000 บาท เจียดออกมาใช้จ่ายส่วนตัว 1 ส่วน แล้วจึงแบ่งไปหยอดกระปุกอีก 3 ส่วน เพื่อเอาไปใช้ในการทำบุญ และการสมทบทุนการจับงูฟรี ตามปณิธานที่ได้ตั้งไว้

Sponsored Ad

        “ถ้ามีใครถามว่าคิดค่าจับงูเท่าไหร่ ผมก็จะบอกให้เขาไปดูที่มิเตอร์แท็กซี่เลย แล้วให้จ่ายตามนั้น นอกนั้นใครจะทิป-ไม่ทิป ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทิปมา ผมก็จะเอาไปหยอดใส่กระปุก เพื่อเอาเงินส่วนนั้นไปไว้ทำบุญในรูปแบบต่างๆ มีเอาไปซื้อของเล่นแจกพวกเด็กๆ ด้วย โดยที่ผมจะคอยเอาแบ่งเงินเดือนของเราใส่เพิ่มเข้าไปด้วยทุกเดือน เดือนละ 500

Sponsored Ad

        ส่วนกระปุกที่ 2 ที่แยกหยอดเงินไว้ อันนั้นก็เป็นเงินที่กันไว้อีกส่วนนึง คือผมจะหยอดวันละ 5 บาท หลังจากไหว้พระ-สวดมนต์เรียบร้อยแล้วเพื่อเอาเงินตรงนี้ไปซื้อน้ำแก้วพลาสติกแก้วเล็กๆ ไว้แจกให้คนที่มาทำบุญที่วัด 
        และกระปุกที่ 3 ผมจะหยอดแยกไว้อีกวันละ 20 บาท เพื่อเอาไปไว้ซื้อของตักบาตรพระ ทั้งหมดนี้แหละคือปัจจัยที่ผมลงแรงทำงานไปในแต่ละครั้ง

Sponsored Ad

[คอยฟังวิทยุ-รับโทรศัพท์ คอยรับใช้ประชาชน]

Sponsored Ad

        และไม่ว่าแต่ละเคสจะยากลำบากแค่ไหน คุณลุงก็ไม่เคยบ่น แม้แต่เคส “ลูกงูเห่า” ที่อยู่เกลื่อนตามบ้านกว่า 20 ตัว ซึ่งเป็นเรื่องจัดการได้ยาก ผู้ชายคนนี้ก็ไม่เคยอิดออด รับปากได้ทันทีว่าจะช่วยเข้าไปจับให้ เพียงแต่ต้องขอความร่วมมือให้คนที่โทร.มา ทำตามกติกาพื้นฐานที่เขาตั้งเอาไว้ตามนี้เท่านั้น
        “งูเห่าตัวนึง มีลูกครั้งนึงประมาณ 20-30 ตัว แสดงว่าถ้าบ้านคุณเจอลูกมันตัวนึง เข้าใจไว้ได้เลยว่าในบริเวณรอบๆ บ้านคุณยังมีอีก 20 ตัว เวลามีคนโทร.มาหาผม ให้เข้าไปช่วย บอกว่าคนอื่นช่วยแก้ไขไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนบ้าง ผมก็บอกว่าทำไมจะแก้ไม่ได้ เห็นตัวก็บอกสิ ผมจะไปจับให้

Sponsored Ad

        แต่อย่างแรกเลย คุณต้องรับกติกาไปก่อน คือ 1.ห้ามเดินในสนามหญ้าตอนเย็น 2.ห้ามถอดรองเท้าไว้นอกบ้าน เพราะลูกมันจะไปนอนข้างในนั้น 
        3.ห้ามปิดไฟในบ้านตอนกลางคืน เพราะลูกมันตัวนิดเดียว บางเท่าตะเกียบ มันมุดประตูเข้ามาได้ และถ้าเราปิดไฟ ลงมาจากบ้านแล้วไม่เห็น เจอมันเข้าเมื่อไหร่ เราตาย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตายไปแล้ว 2 คน เป็นผู้หญิง อยู่แถวบางซื่อ
        และ 4.ก่อนนอนต้องเอาผ้ายันที่ตีนประตูไว้ มันจะได้ไม่เลื้อยผ่านเข้ามา เวลาเราลงมาจากบ้านจะได้ปลอดภัย คือถ้าใครโทร.มาหาผม ผมจะบอกเลยว่าให้คุณทำตามกติกาพวกนี้ให้ได้ก่อน ต้องให้เริ่มจากระวังตัวเองก่อน ไม่งั้นผมช่วยไม่ได้ แล้วที่เหลือ ผมเคลียร์เอง”

[แบ่งเงินส่วนตัวหยอดกระปุก เพื่อนำไปทำบุญ]

        เคสที่หนักที่สุดครั้งนึงในชีวิต ที่ถูก “งูเหลือม” ไซส์ขนาดกลางกัดเข้าให้ที่ข้อมือเข้าอย่างจัง จนเขี้ยวใหญ่ๆ ของมันกดฝังเข้าไปที่กล้ามเนื้อชั้นในจนเอ็นแทบขาด หลังลงพื้นที่ไปช่วยจับบริเวณหลังโรงพยาบาลตากสินตามที่มีคนแจ้งมา 
        “แต่ก่อนประสบการณ์ยังน้อย พอจับได้ก็ปล่อยลงไปในกล่อง แทนที่จะใส่ไว้ในถุง ตอนนั้นผมก็ช่วยน้องมันปิดกล่อง แต่ปิดไวไม่ทัน งูมันงับเข้านี่เลย (ชี้ไปที่ท้องแขน ใกล้บริเวณข้อมือ) เห็นเป็นรอยเขี้ยวเลย 4 แถว กับข้างล่างอีก 2 เป็น 6 แถว แล้วตัวมันก็ใหญ่ด้วย แต่ยังไม่ใหญ่ขนาดที่จะกินเราเข้าไปได้ 

        ไปถึง หมอก็ถามว่านี่คุณไปโดนอะไรมาเนี่ย แต่เราก็ไม่ได้ตกใจเหมือนคนโดนงูกัดคนอื่น หมอก็บอกมีคุณคนเดียวนี่แหละ ที่โดนงูกัดแล้วยังมานั่งหัวเราะได้ แต่ถึงงูตัวนั้นมันจะไม่มีพิษ หมอก็บอกว่าอันตรายมาก เพราะถ้ามาช้าไปอีกนิดเดียว เส้นเอ็นคุณจะขาด แล้วมือคุณก็จะพิการไปเลย เพราะตอนนั้นโดนกัดไปลึกมาก
        คือต้องเย็บแผลทั้งข้างนอก-ข้างใน ขั้นแรกหมอบอกต้องเย็บปิดแผลข้างในไว้ก่อน 25 เข็ม เพราะกล้ามเนื้อข้างในมันฉีก แล้วปล่อยไว้สักอาทิตย์นึง จากนั้นค่อยมาเอาไหมข้างในออก แล้วค่อยมาเย็บปิดแผลข้างนอกเพิ่มใหม่เข้าไปอีก” 

        ถ้าจะบอกว่าในร่างกายของคุณลุงสมภพ กลายเป็น “แหล่งรวมพิษงู” ไปแล้ว ก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเท่าใดนัก เพราะเขาเจอมาหลายขนานแล้วจริงๆ ทั้งงูเขียว, งูเขียวหางไหม้ หรือแม้แต่ “งูเห่า” ที่เล่นเอาต้องนอนโรงพยาบาลไปนานถึง 3 วัน

        "พอไปถึงโรงพยาบาล หมอก็ถาม แน่ใจเหรอว่าที่โดนคืองูเห่า ผมก็ชูให้เขาดูเลยว่า นี่ไง ผมเอามาด้วย ใส่ขวดไปให้เขาดูเลย (ยิ้ม) บอกเขาว่าแน่ใจว่าโดนพิษมันจริงๆ เพราะตอนกัด ผมเห็นเลือดมันออกมาด้วย แปลว่ามันมีพิษ หมอเขาก็เลยให้รอดูอาการ พอสักพัก หนังตาเราก็ตก หายใจติดขัด หมอก็เลยฉีดเซรุ่มให้ 
        ตอนโดนงูกัดเนี่ย ไม่รู้สึกอะไรเลยนะ ไม่เจ็บไม่ปวด แต่พอมาโดนท่อออกซิเจนอันเท่าหัวแม่โป้ง หยอดลงไปในกระเพาะ โอ้โห..ตอนนั้นต้องนอนแบบนั้นไปอีก 3 วัน ทรมานมาก

        แม้แต่ทีมงานของทาง National Geographic ที่เคยยกกองมาถ่ายทำเรื่องราวชีวิตของ “หมองู” อย่างคุณลุงสมภพ ยังถึงกับอึ้งที่ได้เห็นตอนเขาจับงูด้วยมือเปล่าๆ แถมยังโดนกัดแล้วยังทำเฉยอยู่ ราวกับกลายเป็นเรื่องเคยชินไปแล้ว ซ้ำยังออกปากเตือนให้ระวังเรื่อง “พิษงู”มากกว่านี้ แต่ในเวลานั้น คุณลุงกลับยังคงชะล่าใจ ไม่คิดว่าจะส่งผลอะไรต่อร่างกาย กระทั่งมันสะสมมาตกตะกอนเป็นผลร้ายอย่างในวันนี้
        “เขาเตือนผมไว้ว่า ตอนนี้คุณไม่เป็นไรหรอก แต่พิษมันจะอยู่ในตัวคุณ เหมือนเอาน้ำตาลทรายใส่ไปในน้ำ วันละเม็ด 2 เม็ด สุดท้ายมันก็ไปกองอยู่ที่ก้นแก้ว ก็เหมือนตอนนี้ที่มันสะสมอยู่ในร่างกายผมทั้งหมด จนตะกอนไปกองก้นอยู่ตรงไต ทำให้ผมต้องรักษาโรคไตอยู่ทุกวันนี้ ทั้งพิษงู ทั้งพิษต่อหัวเสือ โดนกัดรวมกันแล้วนับ 100 ครั้งได้ 
        ทุกวันนี้ ผมต้องไปฟอกไตอาทิตย์ละ 3 วัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นขั้นหนักแล้ว ส่วนยาวันนึงก็กินเป็น 100 เม็ดได้ มีทั้งยาโรคหัวใจ โรคไต ยาละลายลิ่มเลือด ฯลฯ ตามที่คุณหมอสั่ง แค่ยาเช้าอย่างเดียวมีประมาณ 20 เม็ดได้”

        แต่ถึงอย่างนั้น คุณลุงกลับไม่เคยคิดเอาสภาพร่างกายมาเป็นข้ออ้างในการเลิกทำความดี แม้ความทรุดโทรมของร่างกายจะทำให้ไม่สามารถขี่มอเตอร์ไซค์ไปลงพื้นที่ได้เหมือนเดิมแล้ว แต่ผู้ชายหัวใจเพชรคนเดิมคนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งแท็กซี่ไปบุกล่าพิษแทน ซ้ำยังอุทิศตนเพื่อสังคมในอีกหลากหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมการบริจาคเลือด ที่เป็นตัวตั้งตัวตีประจำชุมชนในแต่ละปีอีกด้วย

        “ผมหาเลือดช่วยเขาได้ปีละ 4 ครั้ง ตกปีนึงคือช่วยหาคนบริจาคได้ 500 คน ซึ่งมันสามารถแยกออกมาช่วยเหลือคนได้อีกถึง 3 คน จากเลือดของคนคนเดียว ที่จะแบ่งออกไปได้ทั้งบริจาคเลือด, เกล็ดเลือด และน้ำเหลือง สรุปแล้วคือผมได้ช่วยคน 1,500 คนต่อปี
        รู้ไหมว่าผมคิดอะไร ผมคิดว่าจริงๆ แล้วผมน่าจะตายไปนานแล้ว จากเหตุการณ์เสี่ยงๆ ในหลายๆ ครั้ง แต่ในเมื่อผมยังไม่ตาย ผมก็ต้องอยู่ต่อชีวิตให้คนอื่นๆ ต่อไป”

        ไม่ใช่แค่การจับงูหรือช่วยทำลายรังต่อให้ทุกคนแบบฟรีๆ เท่านั้น ที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “คนจิตอาสาตัวจริง” ลองไปดูหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งประดับไว้บนฝาบ้านของคุณลุงอย่างมหาศาลดูได้ แล้วจะเห็นว่ามีมิติของความดีที่เคยสร้างเอาไว้มากมาย 
        เริ่มตั้งแต่รางวัล "ข้าราชการพลเรือนดีเด่น" และรางวัลคนต้นแบบ "ข้าราชการไทย ใจสีขาว" ซึ่งได้รับตั้งแต่สมัยเป็นพนักงานอาคารสถานที่ประจำกรมเจ้าท่า, รางวัล "นักพัฒนาชุมชนดีเด่น", "นักดับเพลิงดีเด่น", "นักกู้ชีพ-กู้ภัยดีเด่น" ฯลฯ และอีกมากมายจนไล่เรียงกันไม่หวาดไม่ไหว รวมไปถึงการยอมเสี่ยงตาย แม้ไม่มีรางวัลใดๆ ตอบแทนการยกย่องเชิดชู
        “ผมเป็นคนไม่กลัวตายเลย เพราะถ้าผมกลัว ผมคงมีเรื่องที่ต้องกลัวว่าจะตายอีกเยอะเลย เพราะผมก็เสี่ยงตายมาเยอะ มีหลายครั้งที่ทำผมเกือบตาย แต่ผมผ่านมันมาได้เป็นสิบๆ ครั้งแล้ว ซึ่งมันก็เกิดจากการทำงานเพื่อสังคมทั้งนั้นเลย 

        อะไรคือแรงผลักสำคัญที่ทำให้คนคนนึง ยอมอุทิศตัวเองเพื่อคนอื่นได้มากมายขนาดนี้ โดยไม่เคยแม้แต่คิดย่อท้อเป็นเวลานานกว่า 40 ปีเข้าไปแล้ว ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็ได้แต่ตอบคำถามนี้ด้วยการกะพริบตาถี่ ก่อนย้อนกลับไปในวินาทีที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มที่ระลึกผู้บริจาคโลหิตจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ อายุได้ 20 ปี
        “วันนั้นก็ดีใจมากๆ เลยครับ ได้เข้าไปรับพระราชทานเข็มจากพระเทพฯ (น้ำตาคลอ) แต่ก่อนจะเข้าไปรับ ก็นั่งกันในห้องกัน 1,000 กว่าคนที่สวนอัมพร จากนั้นพระเทพฯ ก็ทรงอ่านพระราชเสาวนีย์จากพระราชินีว่า ขอบคุณทุกคนที่เป็นคนดี ยอมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสังคม และพระองค์ก็ทรงฝากให้ไปบอกญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงด้วยว่า พระองค์ขอให้ลดความเห็นแก่ตัวลงคนละนิด 

        คือพระองค์ไม่ได้ทรงบอกว่าให้เลิกเห็นแก่ตัวนะ เพราะพระองค์ก็บอกว่าพระองค์ก็เห็นแก่ตัว เพียงแต่แทนที่เราจะเห็นแก่ตัวมาก เราก็ทำให้มันน้อยลงหน่อย แล้วหลังจากวันนั้นเป็นต้นมาที่ได้ฟังพระ ผมก็บ้าเลย เอาทุกอย่าง สู้ทุกอย่าง ได้เป็นผู้นำชุมชน เป็นนักดับเพลิง เป็นคนเก็บศพ ทำทุกอย่างจนได้รับรางวัล 
        แล้วถ้าคนไทยทุกคนทำตามพระราชเสาวนีย์ของพระองค์ ช่วยกันทำความดีแค่คนละ 1 อย่างต่อวันแค่เห็นคนดีดบุหรี่ตกพื้นถนน คุณเก็บทิ้งถังขยะ, วันนึงคุณให้เงินซื้อขนมเด็ก, เห็นหมามันเจ็บคุณให้เงินช่วยเหลือ ฯลฯ ก็เท่ากับว่าเราจะมีคนไทย 60 ล้านคน ช่วยกันทำความดีทั้งหมด 60 ล้านครั้งใน 1 วัน ลองคิดดูสิครับว่าประเทศไทยมันจะดีขึ้นกว่านี้อีกแค่ไหน 
        อย่างผม ทุกวันนี้บอกได้เลยว่าผมไม่ได้อยู่เพื่อความสุขของตัวเองนะ เพราะตัวผมเองก็อยู่แบบป่วยทรมาน แต่ที่อยู่ก็เพราะอยู่เพื่อสังคม เพื่อที่จะช่วยเหลือสังคม ให้ได้ทำตัวเป็นประโยชน์ ผมถึงอยู่และถ้าเป็นไปได้ ขอให้ตายในหน้าที่ นั่นแหละที่ผมจะถูกใจที่สุดแล้ว”

.

        ทีมงาน LIEKR ขอชื่นชมในจิตใจที่สูงส่งของคุณลุงค่ะ

ชมคลิป...

คลิปเปิดไม่ออก >>>>> กดตรงนี้ คลิ๊ก !!!! <<<<<

ข้อมูลและภาพจาก mgronline

บทความที่คุณอาจสนใจ