"หนุ่มไทยวัย 24" พิชิต 14 ประเทศรอบโลก ใช้เงินไม่ถึง 4 หมื่น ทำงานแลกที่พัก-อาหารฟรี

LIEKR:

"ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยดูรีวิวเท่าไหร่ แต่จะไปลองเอาข้างหน้า"ยืนโบกรถ 9 ชั่วโมงเช้ายันมืด ค่ำไหนนอนนั่น ทำงานแลกที่พักฟรี-อาหารฟรี จนพิชิต 14 ประเทศด้วยเงินไม่ถึงแสน!

        เชื่อว่าการได้ออกไปท่องเที่ยวรอบโลก คือความฝันของใครหลายๆ คน แต่ด้วยเวลาและเงินที่จำกัด ทำให้อาจมีน้อยคนที่จะได้ทำตามฝันนั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับ "นอร์ธ - ชลันธร ภู่เจริญ" หนุ่มใต้วัย 24 ปี ผู้เลือกเดินทางผ่านพรมแดนทางบก ทำงานแลกที่พักฟรี อาหารฟรี ใช้ชีวิตกับคนพื้นเมืองแถบชนบท หาตังค์ไปเรื่อยๆ ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน จนพิชิตไปแล้ว 14 ประเทศ โดยใช้เงินไปไม่ถึง 40,000 บาท!

Sponsored Ad

        Q : ทำไมถึงออกท่องเที่ยวรอบโลกคนเดียว

Sponsored Ad

        A: เป็นความฝันของผมตั้งแต่เด็กเลย ตั้งแต่จำความได้ประมาณ ม.1 คือ อยากจะเดินทางรอบโลก เพราะเห็นในทีวี เราได้เห็นประเทศต่าง ๆ มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างกับประเทศเรา มันน่าสนใจดี การเห็นโลกกว้าง ผมก็เลยรู้สึกอยากลองที่จะออกไปใช้ชีวิตแบบนี้ดู ไปค้นหาตัวเองว่าตัวเองชอบอะไร

Sponsored Ad

        ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงเดินทางคนเดียว เพราะผมเป็นคนที่ไม่ชอบที่จะต้องถามคนอื่นว่า เฮ้ย จะไปไหน ไม่ชอบที่จะต้องมาเลือกกับเพื่อนอีก ต้องแชร์ ผมไม่ชอบอย่างนั้น อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ อยากจะดูอะไรก็ดู ใช้เวลาเท่าไหร่ก็ได้ ไม่จำกัด เพราะความชอบของแต่ละคนต่างกัน ต่างสไตล์ อีกอย่างเราหาเพื่อนที่นิสัยตรงกับเราไม่ได้ด้วย จึงเดินทางคนเดียวดีกว่า

Sponsored Ad

        Q : ทำงานเก็บเงินนานมั้ย

        A: ก่อนหน้านี้ผมก็ทำงานระหว่างเรียนด้วยก็มีเงินเล็กน้อย เพราะทำแบบพาร์ทไทม์และฟรีแลนซ์ ผมเลือกเรียนเป็นหลัก หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คณะการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจ เอกธุรกิจระหว่างประเทศ และปริญญาตรีอีกใบจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ เอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมก็เลยทำงานจริงจัง แต่ก็ยังเป็นในรูปแบบของฟรีแลนซ์ เป็นงานสตาฟ ตามงานออแกไนซ์

Sponsored Ad

        นอกจากนี้ ผมก็ทำงาน NGO เกี่ยวกับเด็ก และสิ่งแวดล้อม เป็นกลุ่มที่น่าจะมีชื่อเสียงอยู่แถวโคราช ปากช่อง ผมก็ Make Money จากงาน 2 ประเภทนี้

        แล้วก็ยังการขายโปสการ์ดด้วย เป็นโปสการ์ดที่ผมถ่ายรูปเองจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเอาลงขายทางเพจ ดังนั้นการหาเงินของผมจึงมีทั้งหมด 3 ช่องทาง เพื่อทำตามฝัน

Sponsored Ad

        Q : เห็นบอกว่าทำงานหนักมากวันละ 15-18 ชั่วโมง

Sponsored Ad

        A: มีบางงานครับ เป็นฟรีแลนซ์ ไม่มีเวลาแน่นอนว่าจะต้องทำเวลานี้ เสร็จเวลานี้ ผมเคยทำงานแบบวันนึงเต็มๆ ไม่ได้นอนทั้งคืน ทำจากตอนบ่ายวันนี้จนไปถึงบ่ายอีกวันนึง ทำให้ 1 ปี สามารถเก็บเงินจากการทำงานได้ 140,000 บาท ตอนเก็บเงินได้ก็ไม่คิดจะเอาไปทำอย่างอื่นเลย นอกจากการเดินทางอย่างเดียว เพราะนี่คือ Passion ของผม

        Q: วางแผนเที่ยวยังไงบ้าง

        A: ตอนแรกก็ต้องมาศึกษาก่อนว่าประเทศไหนที่สามารถไปได้ไม่ยาก เพราะเรามีข้อจำกัดในเรื่องเงิน ผมต้องเลือกประเทศที่ ถ้าเป็นไปได้ ก็ฟรีวีซ่า คือไม่ต้องทำวีซ่า จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการทำวีซ่าไปได้เยอะมาก และการวางแผนเราก็ต้องเลือกประเทศที่ไม่เสี่ยงมาก เช่น ประเทศที่ไม่มีเรื่อง ส ง ค ร า ม ไม่ใช่ผมจะกลัวนะ ผมไม่เคยกลัวที่จะไปประเทศอย่างนั้น แต่เลือกที่จะไม่ไปเพราะว่าเงินเรามีจำกัด ถ้าเราไปประเทศที่มีความเสี่ยง จะต้องมีกฎเกณฑ์ หรือต้องมีไกด์ ต้องมีอะไรเข้ามาเป็นอุปสรรคเยอะ ดังนั้นมันก็เลยไม่ใช่ Choice ในตอนนี้

        บางประเทศก็ต้องเช็กดีๆ ว่า Open ไหม สมมติ ถ้าเราเดินทางไปพม่า แล้วจะเดินทางต่อไปประเทศอินเดีย อาจจะมีความเสี่ยงที่ด่านของพม่ากับอินเดียไม่เปิด ถ้าไม่เปิด เราก็จะเสียเวลาย้อนกลับมาไทย แล้วมันไม่ได้อะไรเลย ดังนั้นเราต้อง Make Sure ว่าประเทศไหนที่เราไปแล้วเราจะได้ไปต่อ ซึ่งอันนี้ก็คือแผน การวางแผนทุกอย่างต้องเป๊ะมาก แต่ไม่ได้ต้องแบบ เป๊ะแบบจนเครียด ผมจะเป็นคนที่ทุกอย่างสามารถยืดหยุ่นได้ ถ้าเราไม่ได้ตรงนี้ เราก็สามารถไปเปลี่ยนแผนข้างหน้าได้เลย ผมจะเป็นคนแบบชิลล์ๆ มากกว่า

        โดย 10 ประเทศแรกที่วางแผนการเดินทางไว้ คือ ลาว - จีน (รถทัวร์) , คุณหมิง-ซีอาน-ปักกิ่ง (รถไฟ) จีน - มองโกเลีย (รถทัวร์) มองโกเลีย - มอสโคว, รัสเซีย (รถไฟทรานไซบีเรีย) มอสโคว - จอร์เจีย (Hitchhike,โบกรถ) จอร์เจีย - อิสตันบูล,ตุรกี (Hitchhike,โบกรถ) ตุรกี - กรีช (เรือเฟอร์รี่) กรีช - บัลแกเรีย (รถทัวร์) บัลแกเรีย - โรมาเนีย (รถทัวร์) โรมาเนีย - ฮังการี (รถทัวร์)

        Q: เงินที่เก็บมาใช้จ่ายอะไรไปบ้าง

        A: เริ่มแรกเลยผมต้องซื้ออุปกรณ์ ต้องเตรียมเรื่องเอกสารอะไรต่าง ๆ ในการเดินทาง ผมใช้ไปทั้งหมด 4 หมื่นบาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวีซ่าของจีน วีซ่าเชงเกนที่เข้ายุโรป ซื้อกล้องด้วย อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เป้ เต็นท์ ดังนั้นเงินจะเหลืออยู่ประมาณ 9 หมื่นกว่าบาท เป็นเงินที่เอาออกมาเดินทางจริงๆ ซึ่งตอนนี้ผมเที่ยวไปแล้ว 14 ประเทศ ยังใช้เงินไปไม่ถึง 40,000 บาท 

        Q: การทำงานแลกที่พัก-อาหารฟรี ต้องทำยังไง

        A: จะมีเว็บไซต์ workaway.info ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของ Backpacker ทั่วโลกเลย สำหรับคนที่ต้องการท่องเที่ยวแบบเรียนรู้ประสบการณ์ของคนท้องถิ่นแล้วก็อยากจะเซฟ Money แบบไปทำงานแลกที่พัก แล้วก็อาหารฟรี ก่อนอื่นเราต้องสมัครไปก่อน เหมือนแบบ Register ประมาณ 1,290 บาทต่อปี ครับ แล้วก็เราก็จะได้ Connection มา

ทำงานล้างห้องน้ำแลกที่พักในโฮสเทล

ทำงานในฟาร์มแลกที่พักฟรีอาหารฟรี

        สมมติว่าผมจะไปประเทศจีน ผมก็สามารถกดหาได้เลยว่า เมืองซีอาน มี Host รึเปล่า มีกี่คน มีงานอะไรบ้างเราสามารถเลือกได้ หลังจากนั้นเราถูกใจ Host คนไหนเราก็ติดต่อไปเลย แล้วก็ลองคุยกับเค้าเป็นภาษาอังกฤษ เป็น Message ส่งไปหาเค้าได้ ถ้าเค้าตอบรับก็โอเค รู้เรื่องกัน ผมจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก่อนที่ผมจะเดินทาง ผมจะ ติดต่อไว้ก่อน เพราะไม่นานเขาก็จะตอบกลับมา

เริ่มภารกิจเที่ยวรอบโลก นั่งรถทัวร์จากไทยสู่ลาว

        Q: ประเทศแรกที่ออกเดินทางคือที่ไหน

        A: ประเทศลาวผมใช้เวลาประมาณไม่ถึง 1 วัน เพราะเหมือนเป็นทางผ่านซะมากกว่า เพราะลาวเคยไปเที่ยวหลายครั้งแล้ว ก็ได้ไปกินข้าว ไปใช้เวลาอยู่ไม่มาก แล้วก็ต่อไปจีนเลย อยู่จีนเกือบ 20 วัน เนื่องจากจีนเป็นประเทศใหญ่ แล้วผมใช้การเดินทางด้วยรถ ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ รถไฟ การเดินทางไปจากเมืองนึงไปอีกเมืองนึงต้องใช้เวลาประมาณ 1 -2 วัน แล้วผมก็ไปทำงานแลกที่พักฟรี อาหารฟรีที่เมืองซีอาน ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของประเทศจีน ประมาณ 10 วัน จากนั้นก็ไปปักกิ่งต่อประมาณ 4 วัน แล้วก็รวม ๆ แล้วอยู่ในจีนประมาณ 20 วันได้

ทำงานฟาร์มวันละ 12 ชม.

        จีนเป็นประเทศที่ผมใช้เงินเยอะที่สุดเลย ใช้ประมาณ 9 พันบาท นี่ก็ถือว่าเยอะแล้วนะ คือค่าเดินทางจะแพง ต้องเดินทางข้ามเมืองไกลมาก จึงต้องใช้เงินเยอะ และค่าครองชีพก็สูง แต่ก็ลดไปได้เยอะตอนที่ผมไปทำงานแลกที่พักฟรี และอาหารฟรีทำให้เราไม่เสียไปเยอะมากกว่านี้แล้ว

        คือประเทศจีนถือว่าเป็นประเทศที่ใช้ชีวิตยากที่สุดที่ผมเดินทางมาทั้งหมดตอนนี้ 14 ประเทศ ผมไม่ได้ใช้ VPN คือรู้กันอยู่แล้วว่าถ้าเราเข้าไปในจีนทุกอย่างที่เป็นโซเชียลฯ ของไทย จะเล่นไม่ได้ทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นตระกูล Google, Google Map , Google Translate ทุกอย่างใช้ไม่ได้แล้วก็พวก Youtube ใช้ไม่ได้ แล้วอีกคือพวกป้ายต่าง ๆ จะเป็นภาษาจีนหมดเลย ไม่มีภาษาอังกฤษ แล้วก็คนที่นั่นก็ไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย ผมต้องทำการบ้านเยอะมาก แล้วก็ต้องเหนื่อยเยอะมาก กว่าที่เราจะเดินทางจากที่นึงไปอีกที่นึงได้ เรารู้สึกว่าเหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุด เหนื่อยจนแบบรู้สึกผอมลงเลยตอนนั้น เพราะว่าเส้นทางที่ผมเลือกไปเป็นเส้นทางที่คนไทยเค้าไม่นิยมด้วย แล้วรีวิวน้อย ยากที่เราต้องไปลองเอง

        ดังนั้นผมเลือกใช้วิธีถามเอามากกว่า แล้วอย่างที่ผมบอกเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วเราจะสื่อสารกับเค้ายังไง ซึ่งผมก็โชคดีอีกที่ประเทศจีนเป็นประเทศที่เทคโนโลยีมาก คือทุกอย่างของเค้าจะใช้แบบสมาร์ตโฟน เช่น จ่าย QR Code สแกน QR Code จ่ายตังค์ แล้วก็โชคดีที่เค้าใช้เหมือนเป็นแอปฯ Translate ของเค้า เพื่อที่มาคุยกับเราเลย ที่สำคัญคนจีนชอบช่วยเหลือเค้าชอบชาวต่างชาติช่วยเหลือแบบจริงๆ ไปส่งผมจนสุดเลย ไม่มีการปล่อยไว้กลางทาง ช่วยพาผมไปส่งสถานีรถไฟ

        คนจีนน่ารักมาก ซึ่งคนไทยอาจจะมองอีกแบบนึงแต่เมื่อผมไปสัมผัสจริงๆ พวกเขาน่ารักมาก ผมขอเล่าอีกเหตุการณ์ที่ประทับใจในรถไฟ คือผมไปจองตั๋วในช่วงที่รถไฟกำลังจะออกพอดี แล้วได้ที่ยืน ผมจะต้องใช้ชีวิตบนรถไฟประมาณ 24 ชั่วโมง จากคุณหมิงไปถึงซีอาน แล้วผมไม่มีที่นั่ง แล้วมีคนจีนเขานั่งกัน 3 คน เค้าก็เรียกผมมา แล้วก็เค้าบอกว่า มานั่งตรงนี้สิ แต่ที่นั่งมันเป็น 3 คน แล้วเค้าก็ขยับ แบบนั่งเบียดกัน 4 คน ประทับใจมาก น่ารักมาก

        ผมสัมผัสได้เลยว่าคนจีนจิตใจดีมาก หากเรามองข้ามเรื่องวัฒนธรรม และเรื่องอื่นๆ อย่างเรื่อง ข โ ม ย ของหาย มีน้อยมาก คนจีนเขาไม่ ข โ ม ย ของ รู้สึกได้เลยเป็นประเทศที่ปลอดภัย

        จากนั้นผมก็ไปประเทศมองโกเลีย คือเริ่มจากปักกิ่งนั่งรถบัสไปลงที่เมืองชายแดน ชื่อเมือง Erenhot ของประเทศจีน ถึงชายแดนตอนเช้าแล้วก็นั่งรถบัสอีกทีหนึ่งไปมองโกเลีย ซึ่งเส้นทางนี้ ถ้าเป็นนักเดินทางด้วยกันจะรู้ว่ายังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับนักเดินทาง เพราะว่าส่วนใหญ่เค้าจะใช้รถไฟในการเดินทางไปมองโกเลีย ซึ่งเส้นทางนี้จะต่างกันมากเลย ราคามันต่างกันมากเลย ผมรู้สึกว่านั่งรถไฟทรานส์มองโกเลียประมาณ 6-7 พัน แต่ว่านั่งรถบัสที่ผมนั่ง ประมาณ 1,500 บาท เป็นเส้นทางใหม่เลยที่แบบผมรู้สึกว่าประหยัดมากเลย

ขี่มอเตอร์ไซค์วิวหลักล้านไล่วัวกลับคอกที่มองโกเลีย

        ใช้เวลาประมาณ 2 วันกับ 1 คืนก็ถึงเมืองหลวงอูลานบาตอร์ อยากบอกว่ามองโกเลียเหมือนเป็นประเทศเวทมนตร์ มีอะไรที่เราคาดไม่ถึงเยอะมาก ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสแบบไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบทของมองโกเลียด้วย เป็นงานฟาร์ม เลี้ยงวัว งานช่าง งานเกษตร รู้สึกประทับใจมาก เพราะพื้นที่เป็นทุ่งหญ้า สำหรับผมเป็นประเทศในฝันเลยที่ผมอยากจะไป และได้มีโอกาสขี่รถมอเตอร์ไซค์ในทุ่งหญ้าที่แบบเราฝันไว้ รู้สึก Amazing มาก

        ผมทำงานในมองโกเลียวันละ 12 ชั่วโมงเพื่อแลกที่พักฟรี แล้วก็ข้าวฟรี ซึ่งถามว่าคุ้มไหม ถ้าพูดถึงความหนักอาจจะหนักไปหน่อยแต่ว่าความหนักนี่แหละ จะเป็นประสบการณ์ที่น่าเล่าที่สุด คุ้มค่าที่สุด

        จากนั้นก็ไปรัสเซียต่อ รัสเซียจะเป็นประเทศที่ผมอยู่นานสุด ทำงานฟาร์ม และผมก็ค้นพบอะไรบางอย่างคือว่าคนรัสเซีย เขามีความเฟรนด์ลีย์ แม้ว่าหน้าเขาจะดุ แต่ถ้าเราเข้าไปคุยกับเขาจริงๆ จะรู้ว่าใจดี ผมอยู่รัสเซียประมาณ 3 อาทิตย์

4 วัน 3 คืน เร่ร่อนริมถนน ยืนโบกรถ 9 ชั่วโมง

        Q: เดินทางประเทศไหนโหดสุด 

        A: การเดินทางจากรัสเซียไปจอร์เจีย ผมใช้การโบกรถ จากมอสโก เป็นการ Hitchhike วันแรกผมยืนโบกรอไป 9 ชั่วโมง แล้วอากาศก็ประมาณ 9 องศาฯ หนาวมาก จากประมาณ 9 โมง ได้ขึ้นรถก็ประมาณเกือบ 2 ทุ่ม นานมาก ถึงเมืองนั้นก็ประมาณเกือบตีหนึ่ง แล้วพอค่ำที่ไหนผมหานอนข้างทางเลยว่ามีป่าตรงไหนบ้าง เพราะว่าไม่ได้จองอะไรมาซักอย่างเลย ผมเป็นคนที่เที่ยวแล้วผมไม่ใช้เน็ต ไม่ได้ใช้ซิมการ์ดอะไรเลย ผมก็เลยไปหาป่า แล้วก็กางเต็นท์นอน เราก็เลือกที่ที่ปลอดภัย

        โบกรถอยู่ 4 วัน 3 คืน จนถึงจอร์เจีย ระยะทางประมาณเกือบ 2,000 กิโลฯ วันที่ 1 จาก มอสโควถึงโวโรนาส ใช้เวลาโบกรถ 9 ชั่วโมง. วันที่ 2 จากโวโรนาสถึงรอสตอฟ ใช้เวลาโบกรถ 4 ชั่วโมง 30 นาที วันที่ 3 จากรอสตอฟถึงวลาดิคาวกาช ใช้เวลาโบกรถ 10 ชั่วโมง วันที่ 4 ชายแดนรัสเซียถึงกรุงทบิลิซี ใช้เวลาโบกรถ 2 ชั่งโมง 30 นาที

        ยากตรงที่ไม่ค่อยมีคนรับผมขึ้นรถ เพราะเขาไม่มีวัฒนธรรมการโบกรถในประเทศรัสเซียคันแรกที่รับคือคุณลุงท่าทางแบบใจดี เขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นะ แต่เขาก็รับผมมา ผมสัมผัสได้ถึงว่าคนที่รับผมทุกคนจะชอบสนับสนุนผม พาไปเลี้ยงอาหาร ทุกคนจะน่ารักมาก ชอบเทคแคร์ผม

กางเต็นท์ริมถนน ค่ำไหนนอนนั่นระหว่างทางไปจอร์เจีย

        Q: เล่าประสบการณ์กางเต็นท์ในป่า น่ากลัวไหม

        A: ถามว่า กลัวไหม ตอนที่คิดมันกลัว แต่ตอนที่เราไปอยู่ในสถานการณ์จริงๆ ความเหนื่อยมันทำให้เราลืมไปทุกอย่างเลย คือเราโบกมา 9 ชั่วโมง ผมต้องยืนอย่างนั้นอยู่ตลอด 9 ชั่วโมง แล้วไม่พักด้วยนะ ผมกลัวว่าถ้าเกิดผมพัก แล้วรถที่จะไปที่ผมกำลังจะไป ถ้าเขาผ่านไปแล้วแบบผมจะพลาด เพราะผมกำลังกินอยู่ ผมก็คงจะเสียดายมากเลย ผมก็เลยต้องถือป้ายไปด้วย ต้องโบกไปด้วย แล้วอีกมือก็ถืออาหารกินไปด้วย

        คือความเหนื่อยทำให้เราไม่คิดถึงเรื่องอันตรายไป เราแค่คิดว่าคืนนี้ขอให้เรามีที่นอนแค่นั้นพอ ผมก็ไปหาที่มันเงียบ ๆ แบบคนน้อย ๆ ก็เป็นป่าข้างทาง ข้างถนน อารมณ์แบบเป็นถนนใหญ่แล้วก็เป็นป่าข้างทาง เราก็เข้าไปหาที่ เพราะผมมีไฟฉายติดตรงหัวแล้วก็เดินเข้าไปกางเต็นท์

        เหตุที่เลือกกางเต็นท์ข้างถนนหลักจะทำให้ง่ายกับการที่เราจะโบกรถในเช้าต่อมาด้วย เราต้องอยู่ในเส้นหลักที่เราจะโบกรถ ถ้าเราเข้าไปในเมืองโบกรถ โอกาสที่จะได้ แทบศูนย์เปอร์เซ็นต์เลย น้อยมาก ดังนั้นเราต้องนอนนอกเมือง แล้วทางที่ดีที่สุดก็คือกางเต็นท์นอน ผมก็ไม่ได้อาบน้ำ 3-4 วัน ก็คือจะต้องเร่ร่อนอยู่ริมถนน ผมคิดเลยนะว่าแบบชีวิตไม่เคยเจอ ต้องมาเจออะไรแบบนี้ แต่มันก็ทำให้เรารู้ถึงชีวิตคน เ ร่ ร่ อ น ที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ผมก็ได้อะไรจากตรงนี้เยอะมากเลย แล้วผมรู้สึกว่าเขาต้องมาเจออะไรอย่างนี้เหรอ คนที่เขาไม่มี ต้องขอความช่วยเหลือ ผมมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ต้องขอความช่วยเหลือเยอะมากในระหว่างที่โบกรถ

        โชคดีที่ตอนกางเต็นท์นอนไม่เคยมีอันตราย การเดินทางไปจอร์เจียถือว่าเป็นอะไรที่ลำบากสุด เหนื่อยสุด กดดัน คือไม่ใช่เหนื่อยอย่างเดียว แต่สภาพจิตใจเราก็หนักเหมือนกัน เพราะว่าตอนที่เรายืนโบกรถ ก็กดดันตัวเองไงว่าเมื่อไหร่จะได้ แล้วก็มีเรื่องของอากาศ วันนึงหนาว วันนึงร้อน แดดลงมาที่หัวเรา หรือแดดส่องไปโดนกระจกรถแล้วผมต้องมองกระจกรถอยู่ตลอดเวลา มันก็ส่องใส่ตาเรา เราก็ปวดหัว แล้วเราจะเอาแว่นกันแดดมาใส่ก็ไม่ได้ เพราะว่าการโบกรถ คนก็ต้องเห็นหน้าเราชัดๆ หรือควันเข้าจมูก เราก็จะเอาผ้ามาปิดหน้า เอามาปิดจมูกไม่ได้ เพราะว่าเขาก็ต้องเห็นหน้าตาเราชัดเจนถึงจะรับเราขึ้นรถ

        อย่างวันแรกโบกไป 9 ชั่วโมง วันที่ 2 ผมโบกไป 4 ชั่วโมงครึ่งได้ วันที่ 3 ผมโบกไปสิบกว่าชั่วโมง โบกจนมืด จากเช้ายันมืด แล้วทางก็มืดมาก ผมต้องโบกแบบต้องใช้ไฟฉาย ก็คือส่องไปตรงรถ ให้รถเค้ารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้อะ ให้เรารู้ว่าเราไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น เราอยู่หลายวันมันก็มีปัจจัยอะไรเยอะ ไม่ได้อาบน้ำด้วย โทรศัพท์เราก็เริ่มแบตหมด บางทีผมก็ต้องขอความช่วยเหลือเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ไปขอชาร์จโทรศัพท์เพราะว่าเราไม่มีแบตฯหมด

        Q: ลำบากขนาดนี้ มีอารมณ์โหยหาอยากกลับบ้านไหม 

        A: ไม่เคยมีความคิดอย่างงี้เลย คิดว่ายังไงมาถึงขนาดนี้มันต้องไปต่ออยู่แล้ว เพราะว่าเป็นสิ่งที่เรารัก ถึงให้ ต า ย ที่นี่ไม่เสียใจที่ ต า ย ตรงนี้ เพราะว่าเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ได้ ต า ย ในความฝัน

        แต่ตอนโบกรถก็ อั น ต ร า ย มากจริงๆ คือแบบต้องขึ้นไปบนทางด่วน ต้องหาแบบทำเลโบกรถทีดีที่สุด ต้องมีที่รถจอด ต้องเป็นเส้นทางไม่เร็วเกิน เป็นเส้นทางที่รถจะสามารถสโลว์ได้แล้วมองป้ายเราได้ว่าเราเขียนว่าอะไร จะไปเมืองไหน ดังนั้นการหาทำเลที่เหมาะสมทำให้เราเสี่ยงไปด้วย เพราะเราต้องไปเดินบนถนนแล้วรถก็ขับสวนด้วยความเร็ว แต่ก็ต้องทำเพราะว่ามาถึงขนาดนั้นแล้ว

        Q: เตรียมเสบียงอาหารอะไรไปบ้าง

        A: เสบียงอาหารผมก็เตรียมไปสำหรับ 4-5 วัน เพราะอาหารที่มีอยู่ต้องพอสำหรับที่เราโบกรถ ถ้าเกิดช้าไป จะเริ่มกดดัน ว่าจะมีอาหารกินรึเปล่า เพราะว่าจุดที่เราไปอยู่ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เมือง มันเป็นข้างทางข้างถนนแบบนอกเมืองไปหาอะไรกินก็ไม่ได้ เราก็ต้องบริหารให้ได้  คือไม่เคยกินอิ่ม มีขนมปัง ผมก็ต้องแบบแบ่งมากินนิดนึง ไม่เคยอิ่ม เพราะกลัวหมด

        นอกจากนี้ ก็มีพวกนมถั่วเหลือง ผมจะใช้เป็นนมถั่วเหลืองเพราะว่ามันจะอยู่ได้นานกว่านมวัว และพวกถั่วลิสงกระป๋องจะให้พลังงาน เวลาที่ผมโบกรถ ผมจะชอบเอามาเคี้ยวเพราะว่ามันจะรู้สึกกดดันตรงสมองเพราะว่ามันมีอะไรเข้ามาเยอะ เราก็ต้องแบบเคี้ยวไปเรื่อย พอเริ่มหลายวันก็เริ่มหมด สุดท้ายก็เหลือแค่ขนมปังกับแยมนิดหน่อย

        ส่วนน้ำก็ตรียมมา 2 ขวด คือต้องอยู่ให้ได้ ต้องแบบเอาให้ถึง บริหารน้ำ ใน 2 ขวดให้ถึง 4 วัน ก็ค่อนข้างที่จะกดดัน ไม่ได้เครียดนะ คือเที่ยวอย่าไปเครียดเลย แต่ว่าก็มีคิดมากบ้าง ว่าถ้าไม่ถึงวันนี้ตามกำหนดเราจะไม่มีอะไรกินแล้วนะ สุดท้ายก็ถึงจอร์เจีย สวยกว่าที่คิด เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา ประทับใจ

        Q: ตอนนี้ไปมาแล้ว 14 ประเทศ ใช้เงินไปแล้วกี่บาท

        A: ยังไม่ถึง 4 หมื่นบาทเลย อย่างตอนนี้ผมอยู่ในยุโรปก็จะไปพักบ้านพี่ๆที่เป็นคนไทย ที่เขาติดตามผมในเพจ พี่ๆ เขาเห็นการเดินทางของผม แล้วอยากจะสนับสนุน พี่ๆเลยเสนอให้มานอนที่บ้าน ห้องพักฟรี อาหารฟรี พาเที่ยวฟรี ผมเลยประหยัดเงินไปเยอะเลย อย่างตอนนี้ผมก็พักที่บ้านพี่คนไทยในอิตาลี เซฟไปได้เยอะมาก อยู่ยุโรปมา 2 เดือนแล้ว พี่คนไทยน่ารักมาก ช่วยเหลือทุกอย่าง

.

        ตอนนี้ใช้ไปเกือบ 4 หมื่น ก็ยังเหลืออีก 5 หมื่นบาท เพราะตอนนี้ผมได้เงินจากโปสการ์ดจากรูปภาพของผมเอง ที่พรีออเดอร์ก่อนแล้วพอผมผมกลับไทย ผมจะส่งให้ ก็มีเงินจากตรงนี้บ้างมาสนับสนุน ก็หลักหมื่นอยู่ มาซัพพอร์ตเราจะเดินทางต่อได้ ผมก็ต้องมีช่องทาง จะ Make Money เพราะจะทำงานในต่างประเทศก็ไม่ได้ ผิดกฎหมาย ก็ต้องมีช่องทางออนไลน์ ที่สามารถทำได้ แต่ก็ไม่ใช่ขอสนับสนุนแบบฟรีๆ นะครับ ก็คือเราต้องมีอะไรให้เขาด้วย เหมือนผมเอาแก้วที่ผมดื่มไวน์ที่นี่ เป็นแก้วแบบเทศกาลคริสต์มาส ผมก็ให้เขาประมูล พอประมูลเสร็จผมก็ส่งไปให้เขาที่ไทย ผมก็ได้เงินมาแบบนี้

        Q: เป้าหมายต่อไปคือประเทศไหน

        A: ตอนนี้ยังไม่ชัวร์เลยครับ เพราะว่าจะไปเรื่อยๆ เสร็จจากยุโรปก็จะลงใต้ไปแอฟริกาต่อ จากแอฟริกาก็จะไปอเมริกาใต้ จากอเมริกาใต้ก็อาจจะบินไปประเทศปาปัวนิวกินี หรือไม่ก็ออสเตรเลีย แล้วก็ไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย เข้าไทย รวม ๆ แล้วทริปผมก็น่าจะเป็นปี เพราะว่าอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยในอเมริกาใต้ ในบราซิล โบลิเวีย

        Q: ประเทศไหนชอบมากสุด

        A: ถ้าเกิดว่าเอาที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ผมมากที่สุด ผมจะชอบบูดาเปสต์ ฮังการี เพราะเป็นประเทศในยุโรปที่ค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพต่ำมาก และเป็นประเทศที่แบบออกแนว Healthy คนเขาชอบออกกำลังกาย เราจะเห็นทั้งผู้หญิง ผู้ชายวิ่งกันทั้งวันในเมืองบูดาเปสต์ คือวิ่งแม้ว่าฝนจะตก และฟิตเนสเยอะมาก มีสวนสาธารณะที่มีเครื่องออกกำลังกายเยอะ ซึ่งผมก็เป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว บูดาเปสต์จึงเป็นเมืองที่ตอบโจทย์สำหรับผม ถ้าเกิดอยากจะให้อยู่นานๆ ผมคิดว่าบูดาเปสต์ดีที่สุดสำหรับผมครับ

        Q: ทำไมไม่เที่ยวตอนอายุมาก เงินพร้อมกว่านี้

        A: เพราะยังมีอะไรที่ผมอยากทำอยู่อีกเยอะ ผมเลยรู้สึกว่ายังไงเรามีความฝันที่ชัดเจนแล้วว่าเราจะทำอะไร เราก็เลยทำไปก่อน เพราะว่าเรารู้สึกว่าข้างหน้ามันหนัก มันยังมีอะไรที่เราอยากทำอยู่อีก ก็เลยรู้สึกชัดเจนแล้ว ทำเลย จริงๆเรื่องเงินก็ยังไม่พร้อมนะ แต่ว่าเรารู้สึกว่าใจเราพร้อมแล้ว เราออกไปเลย เราอาจจะมีช่องทาง ผมคาดหวังว่ามันจะมีช่องทางที่ทำให้ผมได้ไปต่อเรื่อยๆ อีกอย่างปกติผมเป็นคนไม่ใช้ของแพง อย่างนาฬิกาก็เรือนละ 199 บาท แค่นั้นเอง

        Q: พ่อแม่ไม่ว่าเหรอ เดินทางแบบนี้

        A: ตอนแรกก็ไม่อยากให้ไป เพราะมัน อั น ต ร า ย  ไม่รู้ว่าเราต้องไปเจออะไรบ้าง จะไปใช้ชีวิตยังไงในต่างประเทศนานๆ กลัวเรื่อง อุ บั ติ เ ห ตุ ต่างๆ มากมาย เข้าใจว่าเป็นห่วง ลูกเขาก็ต้องรักต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดา แต่ผมเป็นลูกดื้อไง คือมันเป็นความฝันของผมและผมต้องทำมันให้สำเร็จก่อนทำอย่างอื่น ไม่งั้นผมไม่มีกระจิตกะใจจะทำอะไรเลย

        การต่อรองของผมมีหลายอย่างหนึ่งในนั้นคือ บอกว่าจะไม่ทำงานประจำจนกว่าจะเดินทางสำเร็จ เพราะตอนนั้นทำแค่ฟรีแลนซ์ รับเป็นจ๊อบๆ ไปคำถามต่อมาเริ่มขึ้นหลังจากผ่านด่านแรกมาได้แล้ว นั่นคือ ทำงานประจำสิถึงจะได้มีเงินเดือนแน่นอน มั่นคง นี่ทำฟรีแลนซ์มันจะได้สักเท่าไหร่กัน

        คำตอบมันปรากฎชัดเจน เมื่อภายใน 6-7 เดือน ผมสามารถหาเงินแสนมาได้ ตอนนั้นเขาก็คงตะลึงว่า หาได้ไง เพิ่งจบมาหาตังค์ได้เป็นแสนเลยหรอ จนสุดท้ายก่อนผมออกเดินทางเขาก็โทร.มาว่า จะไปแล้วหรอ ไปจริงหรอ ไปวันไหน เดินทางยังไง และคงไม่มีอะไรนอกจากคำอวยพรยาวเหยียดที่มีค่าที่สุดสำหรับผม คงสะเทือนใจบ้างสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่

        ถึงตอนนี้แม่ผมก็ยอมสนับสนุนผมแล้ว แกเป็นเบื้องหลังที่สำคัญมากที่สุดในการเดินทางของผม เพราะนอกจากเรื่องทีคอยชี้แนะชี้นำในเรื่องต่างๆ แล้ว ผมเชื่อว่า เหตุผลทางครอบครัวก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากในการทำความฝันในแบบที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ ลองคิดดูว่า ถ้าทางบ้านผมมีปัญหาทางด้านร่างกาย ความขัดแย้ง ภาระหนี้สิน มีคดีความ แบบนั้น วันนี้ผมคงมาไม่ถึงจุดนี้แน่นอน

        ในทางกลับกันผมถือว่า ผมโชคดีกว่าใครหลายๆ คนที่ครอบครัวไม่ได้มีปัญหาเช่นที่ว่ามาก่อนหน้านี้ ดังนั้นผมจึงสามารถทำตามความฝันที่ผมอยากทำได้เลย โดยไม่ติดขัดอะไร ขอบคุณคุณป๊าคุณม๊ามากที่เลี้ยงมาดี ปูทางไว้ให้ดี ทำให้ผมสามารถทำตามความฝันได้สำเร็จ แม้จะยังครึ่งเดียว 

แบ็คแพ็คเกอร์ ชีวิตไม่แน่นอน

        Q: ทักษะอะไรบ้างที่คนเดินทางคนเดียวต้องมี

        A: ต้องเป็นคนช่างซัก ช่างถาม ช่างสังเกต และบางคนก็เที่ยวแบบคนละสไตล์ บางทีเค้าอาจจะชอบดูพวกรีวิวเยอะ ซึ่งผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยดูรีวิวเท่าไหร่ ผมจะแบบไปลองเอาข้างหน้า มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเดินทางจากเวนิสมาถึงเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ตี 5 ทั้งๆ ที่โฮสเตลที่พักเปิด 10 โมงเช้า ผมทำไงล่ะ คำตอบคือเดินทางไปที่พักด้วยการล็อคตำแหน่งที่พักด้วยจีพีเอสแบบไร้อินเทอร์เน็ต เมื่อผมมาถึงก็พบว่าทางเข้ามันต้องมีรหัสและกุญแจเพื่อเปิดโฮสเตล แน่นอนว่าผมไม่มี ทางออกที่สบายใจที่สุดคือ การนอนรอโฮสเตลเปิดตรงบันได

        ไม่รู้นะว่าจะมีใครบอกว่าผม บ้ า หรือป่าวที่มานอนตรงนี้ หรืออาจจะคิดว่าผมเป็นพวก ไ ร้ บ้ า น แต่ตอนนั้นรู้อย่างเดียวว่าง่วง ไม่แคร์ด้วยว่าใครจะว่าอย่างไร เห็นว่ามันนอนได้ น่าจะปลอดภัยก็นอนเลย

        ชีวิตของแบ็คแพ็คเกอร์ก็เท่ากับชีวิตที่ไม่แน่นอนแหล่ะครับ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าข้างหน้าจะต้องเจออะไรบ้าง ดีหรือไม่ดี ลำบากหรือสบาย ง่ายหรือยาก ทางออกที่ดีที่สุดถ้าผมจะแนะนำเพื่อนๆ ได้เพื่อให้ทุกเส้นทางและทุกที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความทรงจำที่ดีคือ "ฝึกการอยู่ง่ายกินง่าย"

        นอกจากนี้ เราต้องฝึกการไม่ใช้อินเทอร์เน็ตในการท่องเที่ยว แผนที่ และข้อมูลก่อนการเดินทางเป็นสิ่งจำเป็นมากที่ต้องมี แต่ไม่มีอินเทอร์เน็ตในที่นี้หมายถึงระหว่างคุณท่องเที่ยว เพราะแทนที่คุณจะใช้กูเกิลหาอย่างเดียว คุณจะเปลี่ยนเป็นทักษะอื่นที่ใช้ในการค้นหาแทน ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้คุณพบกับสิ่งดีๆ มิตรภาพดีๆ และคนที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เชื่อลองดู มันอาจจะเหนื่อยหน่อยแต่คุ้มค่า เพราะคุณจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดในการหาทางออกอย่างแท้จริง ผมไม่ใช้อินเทอร์เน็ตในการเดินทางจนเป็นปกติไปแล้ว ไม่มีก็ได้ครับ

        ฝึกการปฏิสัมพันธ์ง่ายๆ ไม่ว่าจะใครก็ตาม เพราะคนเหล่านี้นี่แหละที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือให้คุณรอดในทุกการเดินทาง ผมการันตีเลยครับ เพราะเจอมากับตัว

        ฝึกการนอนง่ายๆ นอนให้ได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีแสงไฟสว่างจ้า เสียงรบกวนต่างๆ การนอนบนรถ บนเรือ บนเครื่องบิน หรือการนอนในพื้นที่ใหม่ๆ

        ฝึกการกินให้ง่าย อาหารถือเป็นความแตกต่างอย่างหนึ่งที่น่าเรียนรู้ ดังนั้นฝึกกินให้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ คุณจะได้เรียนรู้ของแปลกๆใหม่ๆ และที่สำคัญคือมีความสุขในทุกมื้อในทุกอาหารที่ได้ลิ้มลอง

        สุดท้ายนี้ที่แนะนำได้คือ ฝึกการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ บางอย่างอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือคาดคิด อาจจะดีบ้างแย่บ้าง หรือเจอสถานการณ์ที่อาจจะทำให้หัวเสียสุดๆ เชื่อเถอะทำไปก็เท่านั้น มันไม่ได้มีความสุขหรอก เสียบรรยากาศเปล่าๆ

        ดังนั้นเราควรฝึกการเปลี่ยนแปลงทัศนคติจากสิ่งที่แย่ๆ ก็ให้คิดว่ามันดีเสีย ปล่อยวางเสีย แล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้น ไม่หงุดหงิดด้วย ไม่เสียสุขภาพกายและสุขภาพจิตด้วย อย่าไปเครียดกับแผนที่วางไว้มาก ทุกอย่างสามารถยืดหยุ่นได้ ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ คุณได้ออกเดินทางมันก็ดีที่สุดแล้ว เดินทางเพื่อความสุข ไม่ใช่เพื่อความทุกข์

        การเดินทางครั้งนี้ มันสอนอะไรผมหลายๆ อย่าง มันทำให้ผมเข้าใจชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน มันล้ำค่ามากๆ ไม่ได้ง่ายที่จะหาประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ได้ในชีวิตของคนๆ หนึ่ง

.

.

.

ข้อมูลและภาพจาก mgronline

บทความแนะนำ More +

บทความที่คุณอาจสนใจ